
โรงแรมภูเก็ตรอดตัวการเมืองไม่กระทบ
ซีบีอาร์อีชี้โรงแรมในภูเก็ตรอดผลกระทบทางการเมือง
ซีบีอาร์อีชี้โรงแรมในภูเก็ตรอดผลกระทบทางการเมือง
ซีบีอาร์อี ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังภูเก็ตเพิ่มขึ้นถึง 6.9% ต่อปี มาอยู่ที่ระดับ 962,953 คน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ประกอบกับมีจำนวนเที่ยวบินจากสายการบินนานาชาติที่บินตรงมายังภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ตลาดพ้นจากผลกระทบในแง่ลบจากปัญหาทางการเมืองในกรุงเทพมหานคร
อัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยของโรงแรมระดับบน (ซึ่งมีราคาห้องพักสูงกว่า 2,000 บาท/คืน) อยู่ที่ระดับสูงกว่า 80% ณ ไตรมาส 1/2557 นอกจากนี้โรงแรมต่างๆ ในภูเก็ตยังสามารถปรับราคาห้องพักรายวันโดยรวมให้สูงขึ้น 3.3% ต่อปี แต่สาเหตุใหญ่สืบเนื่องมาจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเปรียบกับสกุลเงินหลัก
ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่า โรงแรมในภูเก็ตจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกราว 4,000 ห้อง ในช่วง 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นเพิ่มขึ้น 25% จากจำนวนโรงแรมในภูเก็ตที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ซีบีอาร์อียังพบว่า โรงแรมที่จะมีการก่อสร้างใหม่มีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งหมายความว่าอัตราเพิ่มของโรงแรมใหม่ในช่วง 3 ปีจากนี้จะมีจำนวนลดลง
แม้ว่าจะมีปัญหาทางการเมือง แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังภูเก็ตอาจจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของโรงแรมใหม่ ซึ่งแสดงว่าอาจจะมีโอกาสที่ดีที่โรงแรมจะปรับราคาห้องพักให้สูงขึ้นอีก
ทั้งนี้ จีนและรัสเซียเป็นตลาดที่ใหญ่มากที่สุดที่เดินทางเข้ามายังสนามบินภูเก็ตด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 225,949 คน และ 228,691 คน ตามลำดับ โดยในไตรมาส 1 ปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนติดลบที่ 1.6% ขณะที่อัตราการเติบโตที่ผ่านมาอยู่ในระดับ +90% ต่อปี ส่วนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 20.4% ในช่วงไตรมาส 1/2557 นักท่องเที่ยวจากทั้งสองประเทศนี้ที่เดินทางเข้ามายังภูเก็ตคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่วนตลาดหลักอื่นๆ ของภูเก็ต ได้แก่ สวีเดน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย มีสัดส่วนเพียง 5% ในแต่ละประเทศ
ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของนักท่องเที่ยวในเอเชียและความไม่กังวลของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียต่อการเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม ภูเก็ตในปัจจุบันเริ่มต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนและรัสเซียเพิ่มมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักมีความหลากหลายมากกว่านี้หลายเท่า ความเสี่ยง คือ อาจมีเหตุบางประการที่ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ อาทิ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หรือทัศนคติต่อประเทศไทยเปลี่ยนไป
แม้ว่าตลาดโรงแรมของภูเก็ตจะยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่ก็มิใช่ว่าโรงแรมในทุกระดับจะมีการเติบโต ทั้งนี้โรงแรมจำแนกได้ 4 ระดับ คือ ลักซ์ชัวรี่ เฟิสต์คลาส กลาง และราคาประหยัด พิจารณาจากค่าห้องพัก
อัตราเฉลี่ยของรายได้ต่อจำนวนห้องพักที่มีไว้จำหน่าย (REVPAR) เป็นการคำนวณจากค่าห้องพักและอัตราการเข้าพัก และเป็นวิธีมาตรฐานในการใช้วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน โรงแรมระดับเฟิสต์คลาส ซึ่งมีค่าห้องพักระหว่าง 4,0001 หมื่นบาท/คืน มีอัตราเฉลี่ยของรายได้ต่อจำนวนห้องพักที่มีไว้จำหน่ายดีที่สุด แสดงให้เห็นว่าภูเก็ตไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสำหรับทัวร์ศูนย์เหรียญที่นักท่องเที่ยวต้องเข้าพักโรงแรมที่มีราคาถูกที่สุด และเจ้าของทัวร์หวังจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นจากการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าและการเข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว
ซีบีอาร์อีเชื่อว่า ภูเก็ตจะยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย สนามบินภูเก็ตก็กำลังขยาย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาในเรื่องการรองรับผู้โดยสาร แม้การพึ่งพาตลาดหลักจากไม่กี่ประเทศจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น แต่ตลาดเหล่านั้นก็ยังคงมีศักยภาพในการเติบโต เช่น ปีที่แล้วชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศราว 100 ล้านคน แต่มีเพียง 4.7 ล้านคน ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
ความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรม คือ หากโรงแรมมีลูกค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นลูกค้าหลัก ก็มีแนวโน้มว่าลูกค้าจากประเทศอื่นๆ อาจจะไม่เข้ามาพัก จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการตลาดที่เป็นกลุ่มลูกค้าให้ดี รายได้ระดับดีที่สุดซึ่งจะมาจากคุณภาพ มิใช่ปริมาณ ดังนั้นตลาดโรงแรมในภูเก็ตจึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่ผลกำไรในระยะยาว







