
ข้อเท็จจริง"คลุมเคลือ"ปฏิรูปพลังงานส่อเค้าล้มไม่เป็นท่า
ยังเป็นประเด็นที่ต้องถกกันต่อ สำหรับการปฏิรูประบบพลังงานไทย เมื่อระบบการให้สัมปทานน้ำมันปิโตรเลียม (Concession) ที่ปัจจุบันเป็นระบบ “ไทยแลนด์ 3” ถูกท้าทาย โดย “ระบบแบ่งปันผลผลิต” (PSC) ที่เครือข่ายภาคประชาชนปฏิรูปพลังงานนำเสนอ
ยังเป็นประเด็นที่ต้องถกกันต่อ สำหรับการปฏิรูประบบพลังงานไทย เมื่อระบบการให้สัมปทานน้ำมันปิโตรเลียม (Concession) ที่ปัจจุบันเป็นระบบ “ไทยแลนด์ 3” ถูกท้าทาย โดย “ระบบแบ่งปันผลผลิต” (PSC) ที่เครือข่ายภาคประชาชนปฏิรูปพลังงานนำเสนอ
“ผมขอถามว่า วันนี้มีใครรู้บ้างว่าสัมปทานที่รัฐบาลให้กับบริษัทน้ำมันต่างชาติ จ่ายกันเพื่อให้ได้สิทธิในการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมตัวเลขอยู่ที่เท่าไหร่ แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายเป็นตัวเงินก็ตาม คำตอบคือ ไม่มี อย่างเวลาเขาประมูลคลื่น 3จี เรายังรู้ราคาประมูลตกลงกันที่เท่าไหร่” ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระ อดีตคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ระบุ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ระบบสัมปทานน้ำมันที่ไทยใช้อยู่ในขณะนี้ ผู้ที่รู้ว่าน้ำมันสำรองมีเท่าไหร่ และขุดขึ้นมาเท่าไหร่ มีแต่บริษัทน้ำมันเท่านั้นที่ทราบ และส่งข้อมูลให้กระทรวงพลังงานอีกทอดหนึ่ง จึงเท่ากับว่าข้อมูลที่บอกว่าไทยขุดเจาะน้ำมันและก๊าซได้เท่าไหร่ ล้วนเป็นข้อมูล “มือสอง” ที่กระทรวงพลังงานได้รับจากบริษัทขุดเจาะน้ำมัน
ที่สำคัญ แม้ว่าจะมีการติดตั้งมิเตอร์วัดปริมาณน้ำมันและก๊าซ ณ ปากหลุมเจาะ แต่ควรตั้งข้อสงสัยว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่แท้จริงหรือไม่
เพราะในขณะที่ระบบการรายงานข้อมูลของมาเลเซียนั้น รัฐบาลมาเลเซียและบริษัท ปิโตรนาส สามารถรู้ข้อมูลแบบวินาทีต่อวินาทีว่าปริมาณสำรองมีกี่ลิตร และผลผลิตที่ขุดขึ้นมามีกี่ลิตร เพราะหัวเจาะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์และเป็นของรัฐบาล แต่ของไทยไม่เห็น ต้องรอให้บริษัทน้ำมันส่ง “แฟกซ์” มาให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และไม่มีสัญญาที่เป็นสภาพบังคับให้เอกชนต้องรายงานข้อมูลเหมือนมาเลเซีย
“ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าน้ำมันสำรองของไทยมีเท่าไหร่ เพราะเรายกกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมทุกอย่าง ยกบ่อก๊าซ บ่อน้ำมันให้เอกชนทั้งหมด แม้แต่ราคาน้ำมันหรือก๊าซปากหลุมที่คำนวณกัน เอกชนยังเป็นผู้กำหนด เช่นว่าถ้าบอกว่าน้ำมันคุณภาพไม่ดี ก็สามารถกดราคาได้ ทำให้การคำนวณภาษีและเงินค่าปากหลุมที่รัฐบาลจะได้ลดลง” ม.ล.กรกสิวัฒน์ บอก
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ย้ำว่า การใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยจะได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นวิธีการที่โปร่งใสและรัดกุมมากกว่า
ในทางกลับกัน กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน มองว่าหากไทยนำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้จะสร้างความหายนะให้ประเทศทีเดียว
“ตัวอย่างระบบการผลิตน้ำมันและปิโตรเลียมในมาเลเซีย คือ ระบอบทักษิณดีๆ นี่เอง ยิ่งถ้ามีการตั้งบรรษัทจัดการทรัพยากรแห่งชาติด้วยแล้ว เป็นจุดที่นักการเมืองเข้ามาล้วงได้ง่ายที่สุด และบริษัทน้ำมันบางแห่งอยากได้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เพราะจะเจรจาได้ง่าย เหมือนตอนที่เอ็นรอน (บริษัทน้ำมันสหรัฐที่ล้มละลาย) เคยเข้ามาหาผมสมัยเป็นรัฐมนตรี ซึ่งผมได้ต่อว่าไป จากนั้น 1 ปี เอ็นรอนก็เจ๊ง บางบริษัทที่ต้องการอย่างนั้น ยิ่งบริษัทที่มีเส้นสาย มันยิ่งน่ากลัว” ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน กล่าว
สอดคล้องกับ ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หนึ่งในแกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ที่ระบุว่า อย่าเข้าใจผิดว่าน้ำมันและปิโตรเลียมที่บริษัท ปิโตรนาส ขุดได้เป็นของรัฐบาล หรือของคนมาเลเซีย แต่เป็นของปิโตรนาสคนเดียว ในขณะที่ระบบสัมปทานน้ำมันของไทยเหมือนเรามีโกดังเก็บของ แต่จ้างคนมาดูแลรักษา
“มาเลเซียใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ โดยมีปิโตรนาส ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ เป็นเจ้าของทั้งหมด ดังนั้นแทนที่ทรัพยากรจะเป็นของประเทศหรือรัฐ แต่กลายเป็นทรัพย์สินของปิโตรนาส ปิโตรนาสจะเซ็นสัญญากับใครก็ได้ จะแบ่งปันผลประโยชน์กับใครก็ได้ แล้วแต่ปิโตรนาส และข้อมูลของปิโตรนาสไม่ต้องรายงานรัฐสภามาเลเซีย แต่จะรายงานต่อนายกฯ คนเดียว อย่างอดีตนายกฯ มาเลเซียบางสมัยต้องการดึงดูดการท่องเที่ยว ก็ให้สร้างสนามแข่งรถฟอร์มูลาวันโดยใช้เงินของปิโตรนาส และอยู่บนเงื่อนไขที่ไม่ต้องรายงานใคร ทุกวันนี้สภาจะขอดูงบปิโตรนาสไม่ได้นะ แต่กฎหมายของเราจัดการได้ดีกว่านั้น” ศิริ ระบุ
จึงสรุปได้ว่า หากเปรียบเทียบจุดอ่อนระบบสัมปทานน้ำมันในไทย และระบบแบ่งปันผลผลิตในมาเลเซีย สิ่งที่ไม่แตกต่างกัน คือ การปกปิดข้อมูลต่อประชาชนนั่นเอง







