
สินเชื่อน่าจะฟื้นได้เร็วกว่ารัฐประหารครั้งก่อน
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ของ FSS คาดว่าการฟื้นตัวของสินเชื่อและความเชื่อมั่นในปี 2557 น่าจะเร็วกว่าการเกิดรัฐประหารในปี 2549 ทั้งนี้ จากสถิติในอดีตการเติบโตของสินเชื่อในการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด (พ.ค. 2557 และ ก.ย. 2549) อยู่ที่ 6% และ 8% ตามลำดับ แม้จะต่ำกว่าระดับปกติที่ 10% แต่ยังสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ที่ขยายตัว 5.1% ในปี 2549 และหดตัว 0.6% ในไตรมาสแรกของปี 2557
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ของ FSS คาดว่าการฟื้นตัวของสินเชื่อและความเชื่อมั่นในปี 2557 น่าจะเร็วกว่าการเกิดรัฐประหารในปี 2549 ทั้งนี้ จากสถิติในอดีตการเติบโตของสินเชื่อในการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด (พ.ค. 2557 และ ก.ย. 2549) อยู่ที่ 6% และ 8% ตามลำดับ แม้จะต่ำกว่าระดับปกติที่ 10% แต่ยังสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ที่ขยายตัว 5.1% ในปี 2549 และหดตัว 0.6% ในไตรมาสแรกของปี 2557
สำหรับมุมมองการขยายตัวของสินเชื่อหลังการรัฐประหารครั้งนี้ น่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าความวุ่นวายทางการเมืองในอดีต เห็นได้จากนโยบายเร่งด่วนของ คสช. อันได้แก่ การเร่งจ่ายหนี้ค่าจำนำข้าวให้เกษตรกร ประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท ภายใน 1 เดือน การปรับโครงสร้างภาษี โดยคงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% คงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% และพิจารณาปรับเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
มาตรการดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อธุรกิจการให้สินเชื่อเช่าซื้อขนาดเล็กและมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด ได้แก่ SINGER (มูลค่าพื้นฐาน 22 บาท) SAWAD (มูลค่าพื้นฐาน 8.75 บาท) TK (มูลค่าพื้นฐาน 8.80 บาท) AEONTS (ไม่ได้อยู่ใน Coverage) และ GL (ไม่ได้อยู่ใน Coverage) นอกจากจะเป็นผลบวกต่อกำลังซื้อแล้ว น่าจะส่งผลบวกต่อการเก็บหนี้ที่ค้างชำระ ทำให้การตั้งสำรองหนี้สูญลดลง และทำให้ NPL ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปีนี้ NPL Ratio ของกลุ่มสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค อยู่ที่ 2.4% ปรับขึ้นมาจาก 2.2% ปลายปี ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิต (ในไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 3.3% จาก 2.6% ในไตรมาสก่อน) และสินเชื่อส่วนบุคคล (ในไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 2.2% จาก 2% ในไตรมาสก่อน)
แผนระยะถัดไป เช่น การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อ 7,000 ล้านบาท และเร่งจัดทำงบประมาณประจำปี 2558 ให้ทันกำหนดวันที่ 1 ต.ค. 2557 รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่จำเป็นสำหรับการคมนาคม ได้แก่ รถไฟฟ้าและรถไฟทางคู่ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นความเชื่อมั่น เพราะการลงทุนภาครัฐเป็นตัวนำภาคการลงทุนที่สำคัญ ธนาคารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนและเบิกจ่ายภาครัฐ ได้แก่ KTB (มูลค่าพื้นฐาน 23 บาท) และ TMB (มูลค่าพื้นฐาน 2.60 บาท)
เป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ของธนาคารพาณิชย์ไทยส่วนใหญ่ไม่เร่งการขยายสินเชื่ออยู่แล้ว และมีการพิจารณาแบบระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงคำนึงการก่อหนี้ NPL และการแก้ไขปัญหาคุณภาพหนี้ควบคู่ด้วย เราคาดว่าสินเชื่อในไตรมาส 2 ของปีนี้น่าจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าสินเชื่อในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จะขยับขึ้นเพียง 0.06% จากเดือน มี.ค. แต่คาดว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคครัวเรือนระยะสั้นจาก คสช. น่าจะทำให้สินเชื่อในไตรมาส 2 จบได้ ที่เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสแรก ซึ่งดีกว่าการเติบโตของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.52% QQ สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในครึ่งปีหลังปีนี้ คาดว่าน่าจะเร่งตัวขึ้นราว 34% โดยคาดว่าภาคเอกชนที่มีแผนการลงทุนแล้วน่าจะเริ่มขอสินเชื่อเพื่อลงทุนใหม่ตามแผน อาทิ แผนการลงทุนของ The Mall Group มูลค่า 1 แสนล้านบาท ในไตรมาส 3 โครงการการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs
ส่วนในไตรมาส 4 เป็นฤดูกาลของการขอสินเชื่อเพื่อสะสมสินค้าคงคลัง FSS ยังคงคาดการณ์สินเชื่อทั้งปีไว้ที่ 6.6% แต่ปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2558 เป็น 8.8% (จากเดิม 7.5%) โดยอิงคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าที่ 2% และ 4.6% ตามลำดับ
แนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคาร คาดว่าน่าจะอ่อนตัวลงราว 24% QQ จากปริมาณธุรกรรมที่ซบเซา และคาดว่าธนาคารจะยังคงดูแลคุณภาพสินเชื่อ โดยเพิ่มการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญขึ้น เนื่องจาก NPL ในไตรมาสแรกที่ยังเพิ่มขึ้นและหลายธนาคารมี Coverage Ratio ที่ลดลง เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ของกลุ่มธนาคารเติบโตเพียง 2% แต่จะเร่งการเติบโตขึ้นเป็น 7.7% ในปี 2558 หุ้น KBANK ยังคงเป็นหุ้นที่เราชอบที่สุด แต่หากจะเก็งกำไรผลประกอบการในไตรมาส 2 แนะนำ SCB เพราะจะบันทึกกำไรพิเศษ แต่หากพิจารณาจาก Valuations ที่ “ถูก” แนะนำ TISCO, TMB และ KTB เพราะราคาหุ้นปัจจุบันของแต่ละธนาคารซื้อขายที่ PBV ต่ำกว่าในช่วงรัฐประหารปี 2549 แล้ว







