posttoday
ทบทวนรถไฟฟ้า 10 สาย

ทบทวนรถไฟฟ้า 10 สาย

03 มิถุนายน 2557

ตามที่มีข่าวออกมาว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะปัดฝุ่นการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาทผมจึงขอเสนอให้ทบทวนโครงการบางโครงการ โดยเฉพาะในส่วนรถไฟฟ้า 10 สายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ตามที่มีข่าวออกมาว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะปัดฝุ่นการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาทผมจึงขอเสนอให้ทบทวนโครงการบางโครงการ โดยเฉพาะในส่วนรถไฟฟ้า 10 สายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

1.รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตมหาชัย) 80.8 กิโลเมตร

2.รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (ศาลายาหัวหมาก) 54 กิโลเมตร

3.Airport Rail Link (สนามบินดอนเมืองสุวรรณภูมิ) 50.3 กิโลเมตร

4.รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (ลำลูกกาบางปู) 66.5 กิโลเมตร

5.รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน (ยศเสบางหว้า) 15.5 กิโลเมตร

6.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพงท่าพระ บางซื่อพุทธมณฑล สาย 4) 55 กิโลเมตร

7.รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่ราษฎร์บูรณะ)42.8 กิโลเมตร

8.รถไฟฟ้าสายสีส้ม (จรัญสนิทวงศ์มีนบุรี) 32.5กิโลเมตร

9.รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แครายมีนบุรี) 36 กิโลเมตร

10.รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าวสำโรง) 30.4 กิโลเมตร

อาจกล่าวได้ว่าโครงการที่พึงดำเนินการมากที่สุด ได้แก่ โครงการที่ 3.Airport Rail Link (สนามบินดอนเมืองสุวรรณภูมิ) 50.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสองสนามบิน เพราะการติดต่อระหว่างกันทำได้จำกัดในเวลานี้ รวมทั้งโครงการที่ 5 รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน (ยศเสบางหว้า) และโครงการที่ 6 รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพงท่าพระ บางซื่อพุทธมณฑล สาย 4) ซึ่งเชื่อมต่อกับสายเฉลิมรัชมงคลในลักษณะวงแหวนเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน

โดยหลักการแล้ว หลายเส้นไม่พึงทำ เพราะจำนวนประชากรอาจมีน้อยเกินไป และที่สำคัญทำให้เมืองขยายออกไปข้างนอกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้สาธารณูปโภคต้องขยายตัวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนรถไฟฟ้าสายที่ไม่ควรสร้าง ได้แก่ สายที่ 4รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงสะพานใหม่คูคต โครงการที่ 8 รถไฟฟ้าสายสีส้ม (จรัญสนิทวงศ์มีนบุรี โดยเฉพาะช่วงจากบางกะปิไปมีนบุรี) และโครงการที่ 9 รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แครายมีนบุรี) เชื่อมทิศเหนือตะวันออก และศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เพราะน่าจะมีประชากรน้อย

บริเวณชานเมือง หากมีรถไฟรางคู่ที่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้การขนส่งสินค้าและคนทำงานเดินทางเข้าเมืองได้อย่างสะดวก ไม่ต้องใช้รถไฟฟ้าแต่อย่างใด ดังเช่นรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตมหาชัย) 80.8 กิโลเมตร เชื่อมการเดินทางพื้นที่ชานเมืองเข้าสู่กรุงเทพมหานครในแนวเหนือใต้

สิ่งที่กรุงเทพมหานครพึงมีที่สุดในขณะนี้ก็คือรถไฟฟ้ามวลเบา โดยพื้นที่ที่ควรดำเนินการได้แก่ :

1.บริเวณถนนเจริญกรุง (ถนนตก) ถนนจันทน์ถนนเซนต์หลุยส์ ถนนนราธิวาส ถนนนางลิ้นจี่ ถนนงามดูพลี ออกถนนพระรามที่ 4 ซึ่งเป็นการเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าหลักสาทร สุรศักดิ์ และสถานีลุมพินีของรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (MRT)

2.บริเวณถนนอุดมสุข ออกสวนหลวง ร.9 วกออกสถานีอ่อนนุช

3.ประดิพัทธ์ซอยอารีย์ ประดิพัทธ์วิภาวดีรังสิต

4.อินทามระห้วยขวาง

5.พระรามที่ 1บรรทัดทองพระรามที่ 1

6.คลองเตยพระรามที่ 4พระโขนง ฯลฯ

การทำรถไฟฟ้ามวลเบา จะทำให้เปิดทำเลใหม่ๆ ในการพัฒนาเมือง นอกจากนั้นยังควรสร้างรถไฟฟ้าแบบ BTS บนเกาะกลางถนนของถนนอีกหลายสายในเขตกรุงเทพมหานคร เช่น ถนนลาดพร้าว ถนนสามเสนและอื่นๆ เป็นต้น แต่ไม่ควรสร้างรถ BRT อีกต่อไป เพราะกีดขวางการจราจร โครงการ BRT บนถนนนราธิวาสพระรามที่ 3 ควรเปลี่ยนใหม่เป็นรถไฟฟ้า

การพัฒนารถไฟฟ้าควรดำเนินการในใจกลางเมือง และอนุญาตให้ใจกลางเมืองสร้างอาคารได้สูงๆ โดยกำหนดอัตราส่วนพื้นที่ก่อสร้างต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio : FAR) เป็น 20 เท่าต่อ 1 แต่ให้คิดภาษีการก่อสร้างเพิ่มเติม เพื่อนำเงินมาพัฒนาระบบรถไฟฟ้า ทุกวันนี้อาคารต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมีที่จอดรถประมาณ 2030% ของพื้นที่อาคารเพื่อการจอดรถ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ แต่หากพัฒนาระบบรถไฟฟ้าที่ดีก็ให้ก่อสร้างที่จอดรถน้อยลงได้ อากาศก็จะดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลน่าจะจัดการประมูลให้เอกชนดำเนินการเช่นกรณี BTS แต่ต้องทำสัญญาให้รัดกุมเพื่อจะได้ไม่ “เสียค่าโง่” เช่นที่ผ่านๆ มา และให้แต่ละระบบสามารถประสานงานร่วมกันได้ด้วย

แต่ทั้งนี้การลงทุนขนาดใหญ่นี้ อาจมีข้อครหาถึงความโปร่งใสต่างๆ คสช.ซึ่งมีภารกิจหลักในการรักษาความสงบเป็นสำคัญ จึงไม่ควรดำเนินการเอง แต่เมื่อรักษาความสงบแล้ว ก็ควรจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน