
ข่าวย่อยกองทุน
KTAM ขายกอง 6 เดือน คุ้มครองเงินต้น
KTAM ขายกอง 6 เดือน คุ้มครองเงินต้น
ไทยพาณิชย์ขาย3กองทุนจ่าย2.42.7%บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) CPNRFปั
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) ขอแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบว่าบริษัทจะดำเนินการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 15 เมษายน 2557 โดยกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลของกองทุนดังกล่าวในวันที่ 18 เมษายน 2557 และกำหนดการจ่ายเงินปันผล ตามรายละเอียด ดังนี้
ไทยพาณิชย์ แจ้งว่า บริษัทเสนอขายกองทุนใหม่ 3 กองทุน ระหว่างวันที่ 27 พ.ค.– 2 มิ.ย.2557 ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ เอเอส 3M2 อายุ 3 เดือน ขนาดโครงการ 15,000 ล้านบาท ผลตอบแทนประมาณ 2.40% ต่อปี ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ของธนาคารในจีน หุ้นกู้ระยะสั้นของธนาคารในประเทศ
กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1YB8 อายุ 1 ปี ขนาดโครงการ 10,000 ล้านบาท ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ธนาคารในจีนและฮ่องกง แอฟริกาใต้และบราซิล ผลตอบแทนประมาณ 2.70% ต่อปี ทั้งสองกองทุนกำหนดเงินจะเสนอขายนักลงทุนที่มิใช่รายย่อยและผู้ที่มีเงินลงทุนสูง หนกดลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 1,000,000 บาท
MFCปิดบุ๊ค5กองเตรียมปันผล
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) แจ้งว่า บริษัทได้ปิดสมุดทะเบียนเพื่อพิจารณาการจ่ายเงินปันผลของกองทุน 5 กอง สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.255631 พ.ค.2557 โดยกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน ในวันที่ 12 มิ.ย.2557
สำหรับ 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีโกลบอลหุ้นระยะยาว (MGLTF) กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีอิสลามิกหุ้นระยะยาว (MIFLTF) กองทุนเปิดนครหลวงไทย (SCIF) กองทุนเปิดนครหลวงไทยสอง (SCIF2) กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล แนชเชอรัล รีซอร์ส ฟันด์ (INATURAL)
สำหรับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ 6M87 อายุ 6 เดือน ขนาด 10,000 บาท ผลตอบแทนประมาณ 2.50% ต่อปี ลงทุนในเงินฝากธนาคารในจีน หุ้นกู้ระยะสั้นของธนาคารในประเทศ
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจำหน่ายรอบใหม่กองทุนเปิดกรุงไทยประจำ 6 เดือน คุ้มครองเงินต้น 3 เสนอขายวันที่ 26 มิ.ย.นี้ อายุ 6 เดือน ผลตอบแทนประมาณ 2% ต่อปี
กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารที่มุ่งให้เกิดความคุ้มครองเงินต้น ได้แก่ ตราสารภาครัฐไทย ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือบัตรเงินฝาก ที่บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นผู้ออก ทั้งนี้ ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในพันธบัตรภาครัฐ 57% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ส่วนที่เหลือลงทุนในเงินฝาก บัตรเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารทิสโก้ และธนาคารไอซีบีซี (ไทย)
สำหรับอัตราผลตอบแทนของตราสารระยะสั้น รุ่นอายุ 1 เดือนถึง 1 ปี อยู่ที่ 2.012.06% พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย อายุ 6 เดือน อยู่ที่ 2.045-2.06% ซึ่งคาดว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ 6 เดือน อยู่ระหว่าง 1.35-2.05% และธนาคารขนาดเล็กอยู่ที่ 1.35-2.75% กองทุนนี้จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการล็อกผลตอบแทน
กองบัวหลวงร่วมทุนแจกปันผล
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง แจ้งว่า กองทุนเปิดบัวหลวงร่วมทุน (BCAP) จะจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-30 เม.ย. 2557 ในอัตรา 0.3876 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายปันผล โดยพิจารณาจ่ายในอัตรา 95% จากกำไรสะสมหรือกำไรสุทธิจากการดำเนินงานประจำงวดบัญชี กำหนดปิดสมุดทะเบียนเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 9 มิ.ย. 2557 จ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 มิ.ย. 2557 และเริ่มขายหน่วยลงทุนอีกครั้งในวันที่ 10 มิ.ย. 2557 เป็นต้นไป
นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการกองทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า แม้ช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. 2557 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยังผันผวนมากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,277-1,423 จุด แต่กองทุน BCAP เน้นให้น้ำหนักลงทุนกับหุ้นของกิจการที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูงหรือมีปัจจัยพื้นฐานดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนโอกาสที่จะจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอและเพิ่มมูลค่าการลงทุนของกองทุนได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ด้วยความยึดมั่นในปรัชญาการลงทุนของบลจ. บัวหลวง ที่เน้นแสวงหาผลตอบแทนในระยะยาวอย่างสม่ำเสมอด้วยการลงทุนอย่างรอบคอบ ในหลักทรัพย์ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน โดยมุ่งไปที่ปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความชัดเจนของความสามารถในการทำกำไร และสามารถลงทุนได้ในระยะยาว (Good Stock) รวมกับการจับจังหวะการเข้าซื้อขายที่ดี (Good Trade) ทำให้กองทุน BCAP มีผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวดีขึ้น และสามารถกลับมาจ่ายปันผลได้ในไตรมาสนี้ แม้ว่าตลาดจะถูกกระทบจากปัจจัยลบในประเทศ ได้แก่ สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ ความล่าช้าของการเบิกจ่ายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว และปัจจัยลบต่างประเทศ ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน การทำ QETapering ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศใช้กฎอัยการศึกในวันที่ 20 พ.ค. 2557 ทำให้สถานการณ์การเมืองไทยคลี่คลายลง ซึ่งน่าจะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้







