posttoday
จับตาเศรษฐกิจจีนหลังผ่านไตรมาสแรก

จับตาเศรษฐกิจจีนหลังผ่านไตรมาสแรก

29 พฤษภาคม 2557

แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีจีนจะเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจหลังรัฐบาลจีนประกาศแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงทำการปฏิรูปในช่วงปี 2513-2523 และนับเป็นแผนที่มีความเป็นรูปธรรมสูง ส่งผลให้ทั้งนักลงทุนจีนและต่างชาติต่างมีความคาดหวังว่าจีนจะกลับมาเติบโต รวมถึงหุ้นจีนจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในปีนี้ แต่อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาสแรกที่ออกมากลับไม่สดใสอย่างที่คาดการณ์กันไว้นัก และยังส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ได้ปรับตัวลงมากว่า 6% จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มเกิดความกังวลต่อทั้งภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของจีน

แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีจีนจะเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจหลังรัฐบาลจีนประกาศแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงทำการปฏิรูปในช่วงปี 2513-2523 และนับเป็นแผนที่มีความเป็นรูปธรรมสูง ส่งผลให้ทั้งนักลงทุนจีนและต่างชาติต่างมีความคาดหวังว่าจีนจะกลับมาเติบโต รวมถึงหุ้นจีนจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในปีนี้ แต่อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาสแรกที่ออกมากลับไม่สดใสอย่างที่คาดการณ์กันไว้นัก และยังส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ได้ปรับตัวลงมากว่า 6% จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มเกิดความกังวลต่อทั้งภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของจีน

อย่างไรก็ดี ความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนเริ่มฉายแววให้เห็นอีกครั้ง หลังตัวเลขการค้าของจีนประจำเดือน เม.ย. ออกมาดีกว่าคาดอย่างมีนัย ทั้งตัวเลขส่งออกและนำเข้าที่กลับมาเป็นบวกหลังจากติดลบในเดือนก่อนหน้าจากอานิสงส์ของการฟื้นตัวในประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐและยุโรป ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลเป็น 18.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเกือบเท่าตัวที่ 7.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ทางการของจีนก็ออกมาขยายตัว โดยยังคงรักษาระดับเหนือ 50 จุดได้อย่างต่อเนื่อง แสดงถึงภาคการผลิตที่ยังขยายตัวได้อยู่ ในขณะที่ GDP ไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 ก็ออกมาเติบโตได้ถึง 7.4% สูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 7.3% ซึ่งแม้ว่าจะชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 7.7% แต่ก็เป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ภาครัฐตั้งไว้

ประเด็นที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นมาตรการที่ทางการจีนทยอยประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเงินและการปฏิรูปตลาดทุน ซึ่งตลาดต่างให้ผลตอบรับในเชิงบวก ทั้งการประกาศขยายกรอบการซื้อเงินหยวนประจำวันเป็น 2% จากค่ากลาง จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่ 0.5% ในปี 2550 และ 1% ในปี 2555 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง ซึ่งหลังจากที่ประกาศออกมาค่าเงินหยวนได้มีทิศทางอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง(ในช่วง 17 มี.ค.-23 พ.ค. อ่อนตัวลงประมาณ 0.9%) ซึ่งแน่นอนว่าการอ่อนค่าของสกุลเงินหยวนนั้นจะส่งผลบวกต่อภาคการส่งออกและดุลการค้า อีกทั้งเมื่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เน้นการส่งออกมีการเติบโตขึ้นก็จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นตามมา นอกจากนี้ก็ได้ประกาศลดอัตราส่วนกันสำรองในธนาคารพาณิชย์ (RRR) ท้องถิ่นบางแห่งลง 2% ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้และกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น

ในส่วนของการปฏิรูปตลาดทุน ทางการจีนได้เตรียมเปิดให้นักลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดฮ่องกงผ่านตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และซื้อขายหุ้นเซี่ยงไฮ้ผ่านตลาดฮ่องกง ด้วยวงเงินไม่เกิน 2.35 หมื่นล้านหยวนต่อวัน หรือประมาณ 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการขยายตลาดทุนของทั้งสองประเทศ อีกทั้งกลุ่มสถาบันการเงินก็จะได้รับอานิสงส์จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทั้งตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงต่างตอบรับในเชิงบวก โดยตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ (New High) ในเดือน ก.พ.

สำหรับมาตรการอื่นๆ ที่ทางการจีนเริ่มกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาดโครงการสร้างรถไฟ การปรับลดภาษีในบางรายการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การให้ธนาคารพาณิชย์เร่งการปล่อยกู้แก่กลุ่มผู้ซื้อบ้านบางกลุ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ และการเตรียมเปิดให้นักลงทุนเข้าร่วมลงทุนในรัฐวิสาหกิจได้กว่า 80 โครงการ เป็นต้น ตลาดยังคงต้องจับตาดูความเป็นรูปธรรมของมาตรการเหล่านี้ ว่าจะสามารถส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพที่ทางการจีนตั้งเป้าไว้หรือไม่

อย่างไรก็ดี หากดูตั้งแต่ต้นปีแล้ว จะพบว่าตลาดหุ้นจีนยังคงปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนแรกของปี ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ รวมถึงความกังวลที่ตลาดมีต่อแผนปฏิรูปว่าจะออกมาเป็นรูปธรรมและชัดเจนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะยังไม่เห็นตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวในระยะนี้ แต่บรรยากาศในการลงทุนที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับพิจารณาจากระดับราคาหุ้นปัจจุบันที่ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าในอดีตมาก โดย Forward P/E ของหุ้น Ashare (หุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น) อยู่ที่ 8.4 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว10 ปี ที่ 16.6 เท่า เช่นเดียวกันกับหุ้น Hshare (หุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกง) ที่มีค่า Forward P/E ที่ 7.1 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย10 ปี อยู่ที่ 11.9 เท่า (ที่มา : Bloomberg 23 พ.ค. 2557) จึงนับเป็นอีกหนึ่งตลาดที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม อีกทั้งยังเป็นระดับที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อยู่ โดย บลจ.กสิกรไทย ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในหุ้นจีนระยะยาว 35 ปี แต่ในระยะสั้นยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อาจออกมากดดันบรรยากาศการลงทุน ทำให้ตลาดปรับตัวลงได้อีก ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นจีนจึงอาจต้องมีความระมัดระวังค่อนข้างสูง และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงที่สูงได้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร