posttoday
ส่อง"เฟซบุ๊ก"หนุนเอสเอ็มอีไทย

ส่อง"เฟซบุ๊ก"หนุนเอสเอ็มอีไทย

29 พฤษภาคม 2557

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

“เฟซบุ๊ก” สื่อเว็บไซต์สังคมออนไลน์ ที่มีผู้ใช้งานชาวไทยมากกว่า20 ล้านราย ทั้งเพื่อแบ่งปันรูปแบบการใช้ชีวิต และยังแจ้งเกิดผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่หลายราย ที่สามารถสร้างรายได้ผ่านหน้าร้านออนไลน์ ทำให้ เฟซบุค หันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางย่อมหรือเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น

แอร์โรว์ กัว หัวหน้ากลุ่มธุรกิจ SMBs กลุ่มประเทศจีน (จีน ไต้หวัน ฮ่องกง) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฟซบุ๊ก( Facebook) กล่าวถึงแนวทางการทำตลาดเฟซบุ๊กสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีความสำคัญอันดับต้นๆสำหรับเฟซบุค จากจำนวนผู้ใช้งานกว่า 24 ล้านคน หรือเกือบ40% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้มี 16 ล้านคนที่เข้าใช้งานเฟซบุ๊กทุกวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีการเก็บข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม ปีก่อน 

เนื่องจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมถือเป็นภาคธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จากจำนวนธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนราว99% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเราในการสนับสนุนภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้ได้รับประโยชน์จากการใช้แพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ของเฟซบุ๊ก ให้ประสบความสำเร็จตามที่วางไว้ เช่น การเพิ่มยอดขายออนไลน์ เพิ่มยอดดาวน์โหลดแอพลิเคชันบนมือถือ หรือขยายกลุ่มแฟนที่ติดตามโพสต์ของแบรนด์ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก  

โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถใช้เฟซลุ๊ก เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและขยายธุรกิจได้ ด้วยการยึดขั้นตอนหลัก3ขั้นตอน คือ 1.เลือกสร้างธุรกิจที่เหมาะสม 2.ใช้การโฆษณาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และ3.ประเมินผล และปรับปรุงกลยุทธ์ขณะที่ กลยุทธ์ หรือ เครื่องมือการทำตลาดของเฟซบุ๊ก สำหรับเอสเอ็มอีไทย จะมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้รับหากใช้บริการแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ก และเชื่อมั่นว่าธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตผ่านแพลตฟอร์มของเราได้หากมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่นเดียวกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2 รายในประเทศไทยซึ่งประสบความสำเร็จจากการโฆษณาบนเฟซบุค เช่นแบรนด์ Sleeping Pills และธุรกิจอาหารเสริมพร้อมรับประทาน สำหรับทารกและเด็กเล็กแบรนด์ Peachy ที่ใช้ Facebook เป็นเครื่องมือหลักสำหรับการตลาดออนไลน์

กัว กล่าวต่อถึงแพคเกจการให้บริการสำหรับเอสเอ็มอีนั้น จะแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ ซึ่งมีอยู่ 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.เฟซบุ๊ก เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้ใช้งานฟรี และง่ายต่อการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้เฟซบุคเป็นประจำอยู่แล้ว การปรับใช้กับธุรกิจก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย 2.คือ เทรนด์การตลาดบนโทรศัพท์มือถือซึ่งมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในประเทศไทย โดยกว่า50% ของการเข้าใช้งานเฟซบุ๊ก มาจากช่องทางอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ทำให้ผู้ใช้งานเฟซบุคสามารถอัพเดตข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา เช่นเดียวกันกับธุรกิจเอสเอ็มอี หากมีหน้าเพจบนเฟซบุ๊กแล้ว นั่นหมายถึงการที่เจ้าของธุรกิจมีกลยุทธ์การตลาดบนโทรศัพท์มือถือได้ในทันที และท้ายสุดคือเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์ม

สำหรับการแบ่งปันข้อมูลและโต้ตอบที่มีการปฏิสัมพันธ์กันมากที่สุด ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอีจึงควรใช้ช่องทางนี้ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแบรนด์ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ได้โดยตรง ผ่านการกำหนดกลุ่มผู้รับสารเป้าหมายของโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยที่เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถควบคุมงบประมาณและกำหนดเนื้อหาของการโฆษณาได้ทั้งหมด โดยเริ่มต้นที่ 100 บาทต่อวัน

"คำแนะนำสำหรับเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มใช้โฆษณาของเฟซบุค คือ ควรจะทดลองฟีเจอร์ต่างๆ ของเฟซบุ๊ก เพื่อค้นหาว่าฟีเจอร์ใดเหมาะสมที่สุดสำหรับแบรนด์ แล้วจึงเน้นการลงทุนที่ฟีเจอร์นั้นๆ โดยเครื่องมือที่จะช่วยในการประเมินผลฟีเจอร์ต่างๆ"กัว กล่าว

ขณะที่ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยกว่า 2.9 ล้านราย ซึ่งหมายถึงในการจ้างงานทุกๆ 100 คน จะต้องมี 78 คนที่ได้รับการจ้างงานโดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยจำนวนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วโลกที่เปิดเพจสำหรับธุรกิจบนเฟซบุ๊ก มีมากถึง 25 ล้านราย ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยจำนวนผู้ใช้ เฟซบุ๊ก ในเชิงธุรกิจของแต่ละประเทศได้

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของเฟซบุ๊กในประเทศไทยคือการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ได้รับประโยชน์จากการใช้แพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ก โดยตั้งเป้าหมายว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทยทั้ง 2.9 ล้านราย จะเข้ามาใช้แพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ในฐานะเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเฟซบุ๊ก

โดยแนวทางด้านการตลาดของเฟซบุ๊กใน ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการสื่อสารทางการตลาดแบบเฉพาะบุคคลอีกครั้ง การทำธุรกิจสมัยแรกๆ ต่างเน้นที่การตลาดแบบเฉพาะบุคคล เช่น ลูกค้าซื้อของจากร้านค้าในชุมชนและรู้จักกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี และเมื่อมีการเติบโตอย่างสูงของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ส่งผลต่อการลดลงของการสื่อสารทางการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง

ขณะที่ เทรนด์การสื่อสารในปัจจุบันกลับมาให้ความสำคัญต่อการตลาดแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น จากการที่เราสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งาน การสื่อสารที่สามารถเผยแพร่ได้อย่างกว้างขวาง และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เฟซบุ๊ก จึงมุ่งพัฒนาการสื่อสารทางการตลาดแบบเฉพาะบุคคลอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI