
เชฟรอนอ้อนต่ออายุสัมปทาน
เดินหน้าลุยลงทุนสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มวอนขอความชัดเจนหลักเกณฑ์ล่วงหน้า
เดินหน้าลุยลงทุนสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มวอนขอความชัดเจนหลักเกณฑ์ล่วงหน้า
เชฟรอน เดินหน้าลงทุนในไทย ไม่สนปัญหาการเมือง อ้อนเร่งต่ออายุสัมปทานผลิตปิโตรเลียม
นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิตปิโตรเลียม เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะมีปัญหาทางการเมือง แต่ทางเชฟรอนยังมีความมั่นใจและเดินหน้าลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะหน้าที่หลักของเชฟรอน คือ จัดหาพลังงานให้กับประเทศ
“เราอยู่เมืองไทยมานาน ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองหลายรูปแบบ จึงเข้าใจประเทศไทย และพร้อมจะเจรจาเงื่อนไขการลงทุนทั้งสัมปทานและการแบ่งปันผลประโยชน์” นายไพโรจน์ กล่าว
ประธานกรรมการ บริษัท เชฟรอน กล่าวว่า ขณะนี้อยากเห็นความชัดเจนของภาครัฐในการออกหลักเกณฑ์การต่อสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุลงในปี 2565 ซึ่งเชฟรอนมีความสนใจที่จะลงทุนต่อ แต่ต้องการทราบแนวทางในการต่อสัญญาว่าจะเป็นลักษณะใด รวมถึงต้องการทราบแผนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ครั้งที่ 21 ที่ได้ชะลอการเปิดสัมปทานมาหลายปีแล้ว
สำหรับแหล่งสัมปทานของเชฟรอนที่จะหมดอายุลงในปี 2565 คือ แปลง 10, 11, 12, 13, B12/27 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณ สตูล ฟูนาน จักรวาล บรรพต ปลาทอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่อ่าวไทย
“การสำรวจแหล่งปิโตรเลียมต้องใช้เวลา จะต้องเตรียมตัวก่อน 23 ปี เพื่อประเมินศักยภาพในการลงทุน และผลตอบแทนที่ต้องนำส่งให้กับภาครัฐ จึงขอทราบรายละเอียดล่วงหน้าเพื่อใช้วางแผนงานในระยะยาว” นายไพโรจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการในอนาคตที่เชฟรอนจะลงทุน คือ โครงการผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งอุบลในอ่าวไทย ที่คาดว่าจะมีกำลังการผลิตน้ำมัน 3.5 หมื่นบาร์เรล/วัน และก๊าซธรรมชาติ 115 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งได้สำรวจแล้วพบว่ามีปริมาณปิโตรเลียมพอที่จะลงทุนได้
เชฟรอนเข้ามาบุกเบิกและพัฒนาธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยกว่า 50 ปี เป็นผู้รับสัมปทานรายแรกที่ค้นพบและผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ได้จากอ่าวไทย โดยใช้เงินลงทุนจนถึงปี 2556 รวม 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 9.9 แสนล้านบาท มีกำลังผลิตก๊าซ 1,600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว 1 แสนบาร์เรล/วัน ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 2 แสนล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 2 แสนคน
นายไพโรจน์ กล่าวถึง กรณีที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีแนวคิดที่จะแปลงทรัพย์สินจากแหล่งสัมปทานที่หมดอายุเพื่อร่วมลงทุนนั้น คงต้องหารือเพราะขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานด้านข้อกฏหมายใดมารองรับเรื่องดังกล่าว ส่วนแนวคิดปรับปรุงระบบสัมปทาน Thailand III ที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น ถือว่า ความเหมาะสมอยู่แล้วโดยภาครัฐได้รับผลตอบแทนสูง 6070% และเอกชนก็ได้ผลตอบแทนที่จูงใจ หากจะปรับเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ก็ควรระวังเพราะเป็นระบบที่เปิดให้มีการเจรจาต่อรองผลตอบแทน ในแต่ละแหล่งจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการเจรจา ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการเจรจาที่ไม่โปร่งใสได้







