
ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส
ในตลาดหุ้นย่อมมีคนคิดต่างเสมอหุ้นตัวเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน คนหนึ่งมองดี (ซื้อ) อีกคนหนึ่งมองแย่ (ขาย) จึงเกิดการซื้อขายขึ้น นี่คือเสน่ห์ของตลาดหุ้นที่ไม่ว่าใครก็ไม่ชนะตลาด การปรับตัวลงของดัชนีอีก 8.55 จุด ในวันที่สองของการประกาศยึดอำนาจโดย คสช.ไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตระหนก หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์หลังการปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย. 2549 ดัชนีตลาดฯ ปรับตัวลงติดต่อกันสองวันก่อนจะรีบาวด์ในวันที่สาม แล้วแกว่งตัวขึ้นลงออกด้านข้างใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 เดือน จึงจะสามารถกลับมายืนจุดเดิมก่อนการปฏิวัติ แต่ในช่วง 1 เดือนนั้น ความตกใจที่รุนแรงที่สุดของนักลงทุนอยู่ที่วันแรก จุดต่ำที่สุดของดัชนีจึงอยู่ในวันแรกหลังการปฏิวัติเท่านั้น สำหรับจุดต่ำของดัชนีวานนี้ที่ 1,381 จุด ก็ยังสูงกว่าจุดต่ำในวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 1,375 จุด การขายของนักลงทุนต่างชาติก็ควรเป็นที่เข้าใจได้เช่นกัน นักลงทุนจึงไม่ควรตื่นตกใจ ในทางตรงกันข้าม ดิฉันมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับดูดีกว่าสภาพบรรยากาศบ้านเมืองในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาที่ดูอึมครึม ซ้ายก็ไปไม่ได้ ขวาก็ไม่มีทางออก ดูตีบตันไปหมด ตลาดหุ้นรวมทั้งเศรษฐกิจไม่เกี่ยงว่าใครจะเป็นรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรีจะม
ในตลาดหุ้นย่อมมีคนคิดต่างเสมอหุ้นตัวเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน คนหนึ่งมองดี (ซื้อ) อีกคนหนึ่งมองแย่ (ขาย) จึงเกิดการซื้อขายขึ้น นี่คือเสน่ห์ของตลาดหุ้นที่ไม่ว่าใครก็ไม่ชนะตลาด การปรับตัวลงของดัชนีอีก 8.55 จุด ในวันที่สองของการประกาศยึดอำนาจโดย คสช.ไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตระหนก หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์หลังการปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย. 2549 ดัชนีตลาดฯ ปรับตัวลงติดต่อกันสองวันก่อนจะรีบาวด์ในวันที่สาม แล้วแกว่งตัวขึ้นลงออกด้านข้างใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 เดือน จึงจะสามารถกลับมายืนจุดเดิมก่อนการปฏิวัติ แต่ในช่วง 1 เดือนนั้น ความตกใจที่รุนแรงที่สุดของนักลงทุนอยู่ที่วันแรก จุดต่ำที่สุดของดัชนีจึงอยู่ในวันแรกหลังการปฏิวัติเท่านั้น สำหรับจุดต่ำของดัชนีวานนี้ที่ 1,381 จุด ก็ยังสูงกว่าจุดต่ำในวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 1,375 จุด การขายของนักลงทุนต่างชาติก็ควรเป็นที่เข้าใจได้เช่นกัน นักลงทุนจึงไม่ควรตื่นตกใจ ในทางตรงกันข้าม ดิฉันมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับดูดีกว่าสภาพบรรยากาศบ้านเมืองในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาที่ดูอึมครึม ซ้ายก็ไปไม่ได้ ขวาก็ไม่มีทางออก ดูตีบตันไปหมด ตลาดหุ้นรวมทั้งเศรษฐกิจไม่เกี่ยงว่าใครจะเป็นรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรีจะมาจากไหน ขอแค่มีความชัดเจนให้ประเมินความเสี่ยงได้ ภาคเอกชนเขาเดินหน้าเองได้ ดังนั้น การปรับลงของดัชนีตลาดฯ ในวันศุกร์จึงเป็นโอกาสของการลงทุน แต่ในเมื่อผ่านไปแล้ว ไม่เป็นไรค่ะ หาโอกาสข้างหน้า (เพื่อลงทุนระยะยาว) ต่อไป
เราปรับประมาณการ GDP ปี 2558 ขึ้นเป็น 4.7% จากเดิม 3.6% โดยปรับเพิ่มการบริโภคในประเทศ (เป็น 3.4% จาก 2.8%) และการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน (เป็น 8.2% จาก 6.0%) เพราะมองว่าอย่างน้อยการชุมนุมทางการเมืองที่มีมา 6 เดือน และความขัดแย้งที่มีทีท่าจะลุกลามเป็นความรุนแรงมากขึ้น ยุติลงทันที แม้จะยังเห็นการต่อต้านอยู่บ้าง แต่หวังว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้นและผ่านไปได้โดยสงบ เราไม่ได้คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเน้นออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงแต่เมื่อความสงบกลับคืนมา ภาคเอกชนจะมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเอง
นับตั้งแต่ปี 2534 ถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภคของประชาชนเป็นหลักประมาณ 5155% ของ GDP (สำหรับการส่งออกนั้น เมื่อหักลบการนำเข้าแล้ว มีสัดส่วนต่อ GDP เฉลี่ยเพียง 5.5% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) เมื่อสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย การบริโภคน่าจะกลับมาได้เร็วกว่าเครื่องยนต์ตัวอื่น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 82.4% ของ GDP ซึ่งเป็นตัวจำกัดการใช้จ่ายของประชาชนมาตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เชื่อว่าสถานการณ์จะทยอยดีขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้
การเร่งจ่ายหนี้ค่าจำนำข้าวให้กับชาวนา ซึ่งค้างอยู่ 9.2 หมื่นล้านบาท ภายใน 1 เดือน และเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่ออยู่ 7,000 ล้านบาท เป็น 2 ใน 5 นโยบายเร่งด่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะช่วยให้มีเงินออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะความเดือดร้อนของชาวนาบรรเทาลงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่มีฐานลูกค้าในต่างจังหวัด เช่น SINGER, SAWAD, CPALL
การเร่งจัดทำงบประมาณปี 2558 ให้เสร็จทันกำหนดวันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นอีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วน และน่าจะเป็นไปได้สูงเพราะสำนักงบประมาณทำงบเสร็จไปแล้วกว่าครึ่ง ในเบื้องต้นเป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุล 2 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ที่ขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ เราไม่ได้คาดหวังการลงทุนขนาดใหญ่ใหม่ๆ ยกเว้นรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ และรถไฟรางคู่ที่อยู่ใน Pipeline ของกระทรวงคมนาคมอยู่แล้ว เพราะงบลงทุนในแต่ละปีมีจำนวนเพียง 4 แสนล้านบาท หรือประมาณ 1718% ของงบประมาณประจำปีเท่านั้น เม็ดเงินส่วนใหญ่ประมาณ 80% เป็นรายจ่ายประจำ แต่บรรยากาศการลงทุนที่มีเสถียรภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนที่จะกล้าลงทุนต่อไป อย่างไรก็ตาม มุมมองต่อเศรษฐกิจในปีนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ประมาณ 2%
หากถามว่าถ้าตลาดหุ้นปรับลงแล้วจะลงทุนกลุ่มไหน เมื่อมองไปข้างหน้ากลุ่มท่องเที่ยว (โรงแรมและสนามบิน) การแพทย์ ค้าปลีก สื่อสาร อาหาร และธนาคาร เป็นธุรกิจที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ในขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้าง สื่อบันเทิง นิคมอุตสาหกรรม อาจจะฟื้นช้ากว่าธุรกิจอื่น







