posttoday
เอกชนสะท้อนถึง คสช. ภารกิจพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

เอกชนสะท้อนถึง คสช. ภารกิจพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

26 พฤษภาคม 2557

หลังจากการประกาศยึดอำนาจและตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ขึ้นมาเพื่อดูแลการบริหารงานประเทศแล้ว สิ่งสำคัญต่อไป คือ การกำหนดนโยบายบริหารประเทศชั่วคราวก่อนจะมีคณะรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้น นักธุรกิจและผู้ประกอบการภาคเอกชนจึงได้สะท้อนมุมมองไปยังทีมบริหาร ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และ ผบ.ทบ. เพื่อนำไปสู่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว

หลังจากการประกาศยึดอำนาจและตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ขึ้นมาเพื่อดูแลการบริหารงานประเทศแล้ว สิ่งสำคัญต่อไป คือ การกำหนดนโยบายบริหารประเทศชั่วคราวก่อนจะมีคณะรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้น นักธุรกิจและผู้ประกอบการภาคเอกชนจึงได้สะท้อนมุมมองไปยังทีมบริหาร ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และ ผบ.ทบ. เพื่อนำไปสู่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว

สำหรับภาพรวมก่อนหน้านี้ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวจนถึงหยุดชะงักในบางภาคธุรกิจ เกิดการชุมนุมทางการเมืองมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และมีเพียงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่สามารถเดินหน้าบริหารประเทศได้ ทำให้การส่งเสริม สนับสนุน หรือการลงทุนจากภาครัฐหายไป แต่หลังจากนี้เมื่อมีการยึดอำนาจโดยทหารแล้ว นักธุรกิจและผู้ประกอบการภาคเอกชนจึงต้องการความชัดเจนว่าก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร

บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่อยากให้ คสช.เร่งดำเนินการ คือ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ รวมถึงคณะรัฐมนตรีเข้ามาดูแล เพื่อเร่งฟื้นฟูปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานาน ตามมาด้วยการหาเงินมาจ่ายค่าจำนำข้าวให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ เป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ระบบ เพราะสองสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นสภาพคล่องและผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้กลับมาขับเคลื่อนได้ ส่วนปัญหาอื่นๆ เช่น การแก้ไขกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญก็ให้ทยอยทำในขั้นต่อไปโดยไม่ช้า

“ผมอยากได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง เพราะนักการเมืองมักจะมีขั้ว มีพรรคมีพวก และจะก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ในอนาคต หากอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ซึ่งจะทำให้ปัญหาการเมืองไทยกลับมาซ้ำเดิมไม่มีวันจบสิ้นได้ คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องรักชาติมาก มากจนกล้าจะเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยง และทำเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง นอกจากนี้การตัดสินใจต้องฉับไวด้วย” บุญชัย กล่าว

วรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่อยากเสนอ คสช. คือ เร่งรัดให้เหตุการณ์จบลงโดยเร็วที่สุด ด้วยการตั้งรัฐบาลที่เป็นกลางเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักธุรกิจในประเทศไทยและนักลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งหากประเทศมีความเชื่อมั่น ความมั่นคงก็จะตามมา และก่อให้เกิดเสถียรภาพและการมีพื้นฐานที่ดีจะนำไปสู่การมีเศรษฐกิจที่เติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับภาพรวมของธุรกิจโฆษณาปีนี้คาดว่าจะยังคงไม่มีอัตราการเติบโตเป็นบวก เนื่องจากขณะนี้ลูกค้ายังชะลอการซื้อสื่อโฆษณา อย่างไรก็ตาม หากปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างจบลงโดยเร็ว เชื่อว่าภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาน่าจะกลับมาเติบโตหรือมีมูลค่าใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หลังจาก 4 เดือนแรกของปีนี้มีอัตราการเติบโตติดลบที่ 7%

อดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือเอทีซีไอ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้ คสช.ดำเนินการเป็นอย่างแรก คือ เร่งรัดการลงทุนภาครัฐให้กลับมาหลังจากหยุดชะงักไปหลายเดือน โดยเฉพาะการลงทุนด้านไอทีซอฟต์แวร์ อาจเรียกว่า ปฏิรูประบบไอทีในหน่วยงานราชการก็ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานราชการไทยเน้นการจัดซื้อจัดจ้างฮาร์ดแวร์มาตลอด แต่ซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นยังมีข้อจำกัดอยู่มาก และควรกำหนดให้ใช้ซอฟต์แวร์ของคนไทย เพราะสามารถปรับให้เข้ากับการทำงานได้ดีกว่าซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ถือเป็นการช่วยสร้างงานด้วย

นอกจากนี้ ภาคเอกชนมีความกังวลและชะลอการลงทุนด้านไอที ทั้งการเงินการธนาคาร โทรคมนาคมและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปกติเป็นกลุ่มที่ลงทุนมากที่สุด ดังนั้น คสช.ต้องเร่งตั้งรัฐบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็วที่สุด การลงทุนของภาคเอกชนก็จะตามมา โดยคาดการณ์ว่าไตรมาส 3 น่าจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่หากมีความชัดเจนในทุกด้าน เชื่อว่าไตรมาส 4 ทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติ

“ตอนนี้เมื่อ คสช. ออกมาสรุปทุกเรื่อง การชุมนุมยุติลงได้ ก็มองเป็นเรื่องดี ดีกว่าชุมนุมต่อไปอีก 3 เดือน หรือนานกว่านั้นแล้วไม่มีทางออก ตอนนี้เมื่อหยุดเรื่องแรกได้ ก็ต้องเร่งดำเนินการเรื่องต่อไปทันที นั่นคือ สร้างความชัดเจน” อดิเรก กล่าว

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องการให้ คสช.ลงมือทำคือ ต้องรีบหาข้อสรุปและแก้ปัญหาความแตกแยกทางการเมืองให้จบอย่างแท้จริงและต้องจบลงโดยเร็ว ถือเป็นความหวังระยะยาวของคนไทยที่ต้องการเห็นความสามัคคีกลับมา อีกทั้งต้องพยายามหารัฐบาลชุดใหม่ที่เป็นที่ยอมรับ ปฏิบัติงานได้จริง รวมทั้งออกมาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นภาคเอกชนที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ตลาดยังมีความต้องการอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงตลาดต่างจังหวัด หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาได้ เชื่อว่าตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทโตชิบา กล่าวว่า หากได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาสิ่งที่สำคัญที่สุดและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ต้องวางระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพราะการพัฒนาคนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างและพัฒนา หากต้องการเห็นประเทศไทยมีความก้าวหน้า มีศักยภาพสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ ซึ่งรัฐบาลส่วนใหญ่ที่ผ่านมามักจะละเลย ซึ่งการแก้ไขเรื่องระบบการศึกษาต้องใช้เวลานานในการศึกษา วางแผน ระดมความคิดเห็น กำหนดเป็นโรดแมป ขณะที่ส่วนใหญ่รัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ จะหวังผลการทำงานระยะสั้นเท่านั้น

เพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องคำนึงถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันทางด้านเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเห็นได้ชัด จึงอยากให้สนับสนุนนโยบายที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ที่ทำให้อุตสาหกรรมเติบโตมาโดยตลอด เพื่อให้ประเทศไทยยังคงมีความเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผลสำเร็จในการกระตุ้นและสนับสนุนที่ชัดเจนอย่างโครงการอีโคคาร์และการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นต่อไปอีก พร้อมกันนี้ ต้องกำหนดนโยบายด้านพลังงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเติบโตต่อไป

ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ คสช. คือ สิ่งที่ภาคธุรกิจเอกชนเรียกร้องและอยากเห็นความชัดเจน รวมถึงหน้าตาของรัฐบาลใหม่ที่ไม่ว่าจะมาจากวิธีการใด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน