
ข้อพิพาทหมู่เกาะระเบิดเวลาเอเชีย
ภาพเหตุการณ์ประท้วงและต่อต้านชาวจีนในเวียดนาม จนถึงขั้นเผาโรงงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ภาพเหตุการณ์ประท้วงและต่อต้านชาวจีนในเวียดนาม จนถึงขั้นเผาโรงงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น กำลังเป็นที่จับจ้องของหลายประเทศว่าจะลุกลามหรือจบในรูปแบบใด คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้จัดเสวนาเรื่อง “ศึกชิงหมู่เกาะพาราเซลสแปรตลีย์ และอนาคตประชาคมอาเซียน” เพื่อยกเป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาได้เรียนรู้
กวีพล สว่างแผ้ว รองคณบดี คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา เริ่มเรื่องว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกัน ซึ่งทั้งจีนและเวียดนามต่างอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองหมู่เกาะพาราเซลสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้มานานเกือบ 60 ปีแล้ว จนล่าสุดทางรัฐบาลจีนได้ส่งแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้าไปยังในพื้นที่ดังกล่าว ก่อกระแสความรักชาติในหมู่ชาวเวียดนาม จนลุกขึ้นมาต่อต้านจีน
“มองว่าเหตุการณ์นี้เหมือนระเบิดเวลาที่รอถอดสลักออก และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชนวนความขัดแย้งในภูมิภาค และจะเป็นตัวบ่อนทำลายความไว้วางใจในการรวมตัวของประชาคมอาเซียน เพราะในอาเซียนเองก็ยังมีข้อพิพาทลักษณะนี้ที่ยังตกลงไม่ลงตัวอีกหลายจุด กรณีนี้ก็คล้ายกับข้อพิพาทระหว่างไทยกัมพูชา ที่ดึงการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
โดยเฉพาะหมู่เกาะพาราเซลสแปรตลีย์ ที่เป็นหมู่เกาะใหญ่ที่สุดในทะเลจีนใต้ อุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุ และสัตว์น้ำ รวมทั้งยังมีศักยภาพเป็นเส้นทางการเดินเรือในทะเลจีนใต้ด้วย จึงไม่แปลกที่ทั้งจีน เวียดนาม ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บรูไนและมาเลเซีย ต่างก็ต้องการหมู่เกาะดังกล่าวไว้ในครอบครอง
เหตุรุนแรงในเวียดนามครั้งนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเวียดนามเดินเกมผิดทาง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าอาเซียนก็เป็นเพียงแค่ “เสือกระดาษ” ซึ่งจนถึงวันนี้อาเซียนยังไม่ได้ออกมาแสดงบทบาทต่อเรื่องนี้เลย ทำให้ภาพการรวมตัวกันของอาเซียนยากที่จะเกิดขึ้นอย่างสนิทใจ
ด้าน มรกตวงศ์ ภูมิพลับ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองเวียดนาม บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติผิดหวังกับเวียดนามมาก เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าเวลานี้เวียดนามเนื้อหอมมากในแวดวงการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามที่มีรัฐบาลเดียวจะมีความมั่นคงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้
ที่สำคัญเหตุการณ์ประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเวียดนามสิงคโปร์ ในเมืองบิ่งเซืองห่าติ๋ง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม และยังเป็นเขตเศรษฐกิจหลักของเวียดนาม เพราะอยู่ใกล้สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ จึงทำให้หลายๆ บริษัทที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับผลกระทบ ทั้งสิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ไทยเอง
จากเหตุการณ์นี้ได้สร้างปรากฏการณ์ “ยันต์/เกราะคุ้มครองนักลงทุน” ขึ้นมา เพราะโรงงานต่างชาติที่ยังไม่ถูกเผาหรือมีแนวโน้มที่จะถูกต่อต้าน ต่างก็พากันขึ้นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ แสดงตัวตนว่าเป็นสัญชาติใด และเขียนข้อความในทางเดียวกันว่า “เรารักคนเวียดนาม หรือเราเป็นพวกเดียวกัน”
มรกตวงศ์ มองว่า กรณีนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมือง (เชิงสัญลักษณ์) ที่รัฐบาลเวียดนามต้องการตอบโต้จีนกลับ หลังจากที่จีนส่งแท่นขุดเจาะเข้าไปในพื้นที่พิพาท แต่อาจมีหลายปัจจัยเข้าไปเสริมด้วย เช่น การปลุกความรักชาติ และแรงงานเวียดนามใช้โอกาสนี้สไตรค์เจ้านายต่างชาติ จนทำให้รัฐบาลควบคุมไม่ได้
นอกจากนี้ หากรัฐบาลเวียดนามยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อาจจะลุกลามไปถึงขั้นนักลงทุนต่างชาติแห่ถอนการลงทุนออกจากประเทศ ที่กำลังเป็นดาวรุ่งในขณะนี้ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ไทยยิ้มรับเม็ดเงินลงทุนที่อาจไหลเข้ามาแบบเต็มๆ เพราะต้องไม่ลืมว่า ไทยเองก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ อีกทั้งยังมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์รอรับอยู่
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีพื้นที่ทับซ้อนอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ไม่ว่าจะเป็นไทยกัมพูชา มาเลเซียบรูไน และมาเลเซียอินโดนีเซีย ที่รอเวลาจุดชนวนปะทุขึ้นมา และไม่น่าจะจบลงง่ายๆ
สุดท้ายแล้วการรวมตัวของอาเซียนก็สามารถทำได้เพียงแค่หน้าฉากเท่านั้น แต่พอลับหลังต่างก็ยังหวาดระแวงกันและกันอยู่ดี







