posttoday
ทางรอดสินค้าไทยเปิดช็อป สร้างแบรนด์ หาคู่ค้า

ทางรอดสินค้าไทยเปิดช็อป สร้างแบรนด์ หาคู่ค้า

22 พฤษภาคม 2557

อนาคตของสินค้าไทยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะรุ่งหรือร่วง น่าติดตามอย่างยิ่ง หลังผลการวิจัยของ “ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” ระบุว่า สินค้าไทยแข่งขันกับประเทศในอาเซียนได้ลดลง จากผลกรอบความร่วมมืออาเซียน +3 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 5 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว น้ำมันปาล์ม เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีความสามารถแข่งขันลดลง ในตลาดจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แต่คู่แข่งในอาเซียนได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น คาดว่าปีนี้ไทยจะสูญเสียตลาดคิดเป็นมูลค่ารวม 2.5 แสนล้านบาท จากปีก่อนหน้านี้ สูญเสียตลาดแล้ว 1.8 แสนล้านบาท

อนาคตของสินค้าไทยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะรุ่งหรือร่วง น่าติดตามอย่างยิ่ง หลังผลการวิจัยของ “ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” ระบุว่า สินค้าไทยแข่งขันกับประเทศในอาเซียนได้ลดลง จากผลกรอบความร่วมมืออาเซียน +3 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 5 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว น้ำมันปาล์ม เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีความสามารถแข่งขันลดลง ในตลาดจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แต่คู่แข่งในอาเซียนได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น คาดว่าปีนี้ไทยจะสูญเสียตลาดคิดเป็นมูลค่ารวม 2.5 แสนล้านบาท จากปีก่อนหน้านี้ สูญเสียตลาดแล้ว 1.8 แสนล้านบาท

แม้ว่าศักยภาพสินค้าไทยจะแข่งขันได้ลดลง แต่ตลาดอาเซียนมีโอกาสมหาศาล ถือเป็นช่องทางทำตลาดสำคัญให้แก่ เอสเอ็มอีได้ลูกค้าใหม่ 600 ล้านคนใน 10 ประเทศอาเซียน โดย “พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์” ประธานที่ปรึกษา บริษัท บิสิเนส โค้ช แอนด์ คอนซัลติ้ง ในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ เปิดเผยว่า สิ่งที่นักธุรกิจต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจก่อนไปทำตลาดอาเซียน มี 3 เรื่องสำคัญคือ 1.การนำเข้าและส่งออก 2.ช่องทางทำตลาด และ 3.สร้างเครือข่ายการตลาด

เรื่องแรก การนำเข้าและส่งออก โดยเมื่อเปิดเออีซี จะส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้า 4 ประเทศได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งใน 4 ประเทศดังกล่าว มีผู้ค้าสำคัญคือ ประเทศจีน ที่กำลังขยายตลาดมาในอาเซียน แต่จีน จะทำการค้าแบบซื้อมา ขายไป และเข้ามาทำตลาดก่อนไทย ดังนั้น เป็นเรื่องยากที่ธุรกิจไทย จะเข้าไปแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องสร้างแบรนด์ หรือ สร้าง ช็อป ดีไซน์ เพื่อเข้าไปแบ่งส่วนแบ่งการตลาด เพราะประเทศจีนได้ส่งสินค้าเข้ามาค้าขายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำร้านค้าเพื่อรองรับสินค้า ส่วนร้านค้าปลีกที่มีอยู่แล้วในประเทศดังกล่าว ก็เป็นร้านค้าปลีกแบบธรรมดา หากไทยมีช็อปที่ทันสมัย หรือที่เรียกว่า ช็อปต้นแบบ (แฟล็กชิป สโตร์) จะสามารถแข่งขันได้แน่นอน

ช่องทางทำตลาด ด้วยการหาตัวแทนจำหน่ายสินค้า และหาพันธมิตรเข้ามาช่วยเหลือเรื่อง หาตลาด การขายสินค้า การผลิตสินค้า การหาวัตถุดิบในพื้นที่มาผลิตเพื่อขายสินค้า และส่งไปขายที่ช็อปของเรา ถือเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขนส่งสินค้า

การสร้างเครือข่ายทางการตลาด ด้วยการเข้าไปสร้างฐานการผลิต หาวัตถุดิบท้องถิ่น จะช่วยลดต้นทุนทำธุรกิจ และช่วยให้ขยายตลาดมากขึ้น

กลยุทธ์รุกตลาดมี 5 กลยุทธ์คือ 1.ไปศึกษาตลาด ขนบธรรมเนียม ประเพณี ของแต่ละประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก จำเป็นต้องเข้าไปดูระบบขนส่ง การจับจ่ายใช้สอย ความต้องการสินค้า และอาจได้เพื่อนหรือคู่ค้าทางธุรกิจ 2.การเยี่ยมเยือนแบบญาติมิตร ซึ่งหากมีพันธมิตรทางธุรกิจอยู่ในพื้นที่ต้องเข้าไปเยี่ยมเยือนญาติให้บ่อยครั้ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดี เพราะเปรียบเสมือนญาติที่จะเข้ามาช่วยธุรกิจเรา

3.การทดลองซื้อ โดยสิ่งที่ต้องทำก่อนค้าขาย คือ การซื้อสินค้า เพราะเป็นวิธีที่ดีสุด สามารถทราบขั้นตอนทั้งหมด และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก่อนลงทุน เพราะคนในซีแอลเอ็มวี ไม่ชอบให้เข้าไปขายเพียงอย่างเดียว 4.การทดลองขาย เพื่อดูเครดิต ศึกษากระบวนการค้า แต่ยังไม่ต้องขายมาก ควรขายน้อยๆ ก่อน เพื่อศึกษาตลาดและหากลยุทธ์ในการค้าต่อไป 5.หาช่องทางขยายตลาด ด้วยการออกไปขยายสาขา ในเมืองใหญ่แต่ละประเทศ

พีระพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อเปิดเออีซี คนไทยมีศักยภาพขยายตลาดได้มาก เพราะมีพร้อมทั้งด้านการเงิน แรงงาน สินค้า แต่สิ่งที่คนไทยขาดคือ วิธีคิด ที่บางคนยังยึดติดกับแนวคิดแบบเดิม ใช้วิธีเดิม ต้องปรับใหม่โดยคิดว่า พื้นฐานดี คิดได้อย่างถูกต้อง “Think Right Do Right” คือรากฐานสำคัญของธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย