
แก้ปม ปตท.ผูกขาดเปิดทางหน้าใหม่ลุยธุรกิจ"แอลเอ็นจี"
“ในระยะยาวราคาก๊าซแอลเอ็นจี (ก๊าซธรรมชาติเหลว) จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นไปได้หรือไม่ ที่ประเทศไทยจะต้องสร้างระบบให้มีผู้จัดหาแอลเอ็นจีรายใหม่ที่ไม่ใช่บริษัท ปตท. และหากเปิดให้มีการแข่งขัน ก็น่าจะทำให้แอลเอ็นจีนำเข้ามีราคาถูกลงกว่านี้ก็ได้” กวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ตั้งโจทย์สำหรับอนาคตการแข่งขันในกิจการพลังงานไทย
“ในระยะยาวราคาก๊าซแอลเอ็นจี (ก๊าซธรรมชาติเหลว) จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นไปได้หรือไม่ ที่ประเทศไทยจะต้องสร้างระบบให้มีผู้จัดหาแอลเอ็นจีรายใหม่ที่ไม่ใช่บริษัท ปตท. และหากเปิดให้มีการแข่งขัน ก็น่าจะทำให้แอลเอ็นจีนำเข้ามีราคาถูกลงกว่านี้ก็ได้” กวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ตั้งโจทย์สำหรับอนาคตการแข่งขันในกิจการพลังงานไทย
นั่นเพราะปัจจุบันการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนนำไปผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติอัด (ซีเอ็นจี) สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ ผูกขาดอยู่กับบริษัท ปตท.
ปัจจุบัน บริษัท ปตท. มีคลังเก็บแอลเอ็นจี 1 แห่งที่ จ.ระยอง ซึ่งจัดเก็บก๊าซแอลเอ็นจีได้ 5 ล้านตัน จากความต้องการในขณะนี้ซึ่งอยู่ที่ 2 ล้านตัน และภายในปี 2558 การใช้คลังจะเต็มศักยภาพ ทำให้ ปตท.เดินหน้าลงทุนสร้างคลังเก็บก๊าซแอลเอ็นจีเฟส 2 ซึ่งมีความจุ 5 ล้านตัน ส่งผลให้ ปตท.มีคลังก๊าซขนาด 10 ล้านตัน
การเข้ามาของผู้ลงทุนหน้าใหม่ตามที่ กวิน เสนอ จึงไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายเลย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็น สกพ.ต้องทำ เนื่องจากหากราคาก๊าซแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามมา
“ไทยจะต้องดึงดูดให้คนมาลงทุน เช่น การให้ผู้ลงทุนใหม่มีสัญญาซื้อขายก๊าซระยะยาว เพราะแม้ว่า ปตท.มีแผนจัดหาก๊าซแอลเอ็นจี 10 ล้านตัน แต่ในอนาคตไทยมีความต้องการใช้ก๊าซแอลเอ็นจี 23 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอที่จะให้มีผู้เล่นรายอื่นเข้าแข่งขัน และหากมีรายใหม่เข้ามาอาจทำให้มีราคาถูกกว่านี้ ซึ่งเวลาแข่ง ปตท.อาจชนะก็ได้ แต่ถ้าไม่มีคู่แข่งเลย ราคาก็เหมือนเดิม นี่คือก้าวแรกที่เราจะทำ” กวิน บอก
อย่างไรก็ตาม กวิน ยอมรับว่า แนวคิดการสร้างผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเป็นเรื่องยาก และต้องการการผลักดันในระดับนโยบายของประเทศ แต่หากทำสำเร็จจะทำให้ราคาก๊าซฯ ถูกลงแน่นอน เพราะมีการแข่งขัน กวิน ยังเชื่อว่า มีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้ เช่น ญี่ปุ่น ตลอดจนนักลงทุนชาติอื่นๆ เพราะนักลงทุนต่างมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน และมีโอกาสการลงทุนที่ได้เปรียบอย่างมาก
“ถ้าจะทำต้องเริ่มจากเปิดประมูลแข่งขันการจัดหาแอลเอ็นจี มีการปรับโครงสร้างราคาให้ชัดเจน อย่างคลังแอลเอ็นจี เป็นแค่ระบบสาธารณูปโภค ต่อไปใครที่สามารถจัดหาแอลเอ็นจีได้ก็มาใช้คลังแอลเอ็นจีคิดค่าแปลงสภาพไป และจริงๆ แล้วไม่เคยมีการระบุว่า ปตท.ต้องเป็นผู้จัดหารายเดียว เพียงแต่มีหลายองค์ประกอบที่ไม่เอื้ออำนวย แต่หากดำเนินการได้จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับไทยในอนาคตได้” กวิน ย้ำ
แต่ทว่าก่อนมีการเปิดเสรีนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการก็คือ แก้ปัญหาการผูกขาดท่อส่งก๊าซนั่นเอง ตลอดจนการกำหนดค่าผ่านท่อที่เป็นธรรมกับผู้เล่นรายใหม่
เพราะจากข้อมูลของบริษัท ปตท. พบว่า ปัจจุบันระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. มีความยาวรวมประมาณ 3,715 กิโลเมตร ซึ่งประกอบด้วยระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ความยาวประมาณ 1,474 กิโลเมตร และระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล ความยาวประมาณ 2,241 กิโลเมตร ขณะที่ท่อส่งก๊าซดังกล่าวเป็นมรดกที่ได้รับโอนจากรัฐวิสาหกิจการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและท่อก๊าซที่สร้างใหม่
นี่จึงเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่ สกพ.ต้องเร่งผลักดัน
ในขณะที่ภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ พีดีพี (2553-2573) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งกำหนดให้ทบทวนสัดส่วนการใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ลดลงเหลือ 40% จากที่มีสัดส่วน 70% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ สกพ.ต้องผลักดันให้มีการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภายใต้แผนใหม่กำหนดให้ต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4,000 เมกะวัตต์ ท่ามกลางการต่อต้านของชุมชน
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดกรณีหยุดจ่ายก๊าซฯ จากแหล่งต่างๆ เราจะได้ยินบ่อยครั้งว่ามีปัญหาต่อการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงเป็นคำตอบอย่างหนึ่ง แต่ยังต้องอาศัยการชี้แจงกับกลุ่มที่ต่อต้านถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งวันนี้มีถ่านหินสะอาดเทียบเคียงกับก๊าซฯ ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะทางอากาศและด้วยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มีระบบขนส่งถ่านหินที่เป็นระบบปิด มีท่าเรือรองรับ ไม่ต้องใช้ระบบรางขนส่ง ถ้าทำแบบนี้ได้จะตอบคำถามในเรื่องความสะอาด” กวิน ระบุ
กวิน ยังระบุว่า หากไทยไม่สามารถผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อถ่วงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ราคาค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ที่ 12 บาทต่อหน่วย ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซอยู่ที่ 2.5-2.6 บาทต่อหน่วย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น ในยามนี้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะเป็นทางเลือกในการกระจายเชื้อเพลิง ในขณะที่ในระยะยาวปริมาณก๊าซในอ่าวไทยจะหมดลง และราคานำเข้าก๊าซจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ







