
กสทช.ยัง(เขียว)เข้ม
ผลงานหน่วยงานอื่นในห้วงประกาศกฎอัยการศึกอาจยังชักช้าอืดอาด เพราะตั้งลำไม่ติดกับวิธีการทำงานของทหาร
ผลงานหน่วยงานอื่นในห้วงประกาศกฎอัยการศึกอาจยังชักช้าอืดอาด เพราะตั้งลำไม่ติดกับวิธีการทำงานของทหาร
ทว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ก่อนหน้านี้ทำงานอืดอาดยืดยาด มีดาบแต่ไม่กล้าใช้ดาบไปควบคุมทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชนที่มี “คนทำสื่อ” แต่มิใช่สื่อมวลชนใช้เป็นสนามปลุกปั่น ยุยง จนสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นทุกหัวระแหงกลับทำงานรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม
ฝีมือการปิดทีวีดาวเทียม 14 แห่งนั้น ผู้ชี้โพรงและใช้อำนาจในการปิดก็คือ กสทช.นี่แหละ เพียงแต่อาศัยบารมีของประกาศกฎอัยการศึกมาเป็นหลังพิงเท่านั้น
ความรวดเร็วในการขยับเป็นเพราะมีคนในเครื่องแบบ ทั้งทหารบก อากาศ ตำรวจ นั่งในกรรมการ กสทช.มากกว่ากึ่งหนึ่งจาก 11 คน ไล่จาก พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า
ดังนั้น การประกาศกฎอัยการศึกในเช้าตรู่วันที่ 20 พ.ค. จึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ของหน่วยงานนี้แต่อย่างใด
แถมดูเหมือนว่า ผู้เป็นประธานใหญ่ ประธานฝั่งโทรคมนาคม ประธานฝั่งบรอดคาสต์ จะรู้สัญญาณล่วงหน้า
พอถูก กอ.รส.เรียกให้ไปรายงานตัว พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานฝั่งบรอดคาสต์ และ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานฝั่งโทรคมนาคม จึงตบเท้าตะเบ๊ะพึ่บพั่บ
ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงยิ้มร่าเริง เพราะไม่ว่าจะกฎอัยการศึกหรือจะยกระดับไปขั้นกว่าต่อจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลแห่งนี้สายสัมพันธ์แน่นปั้กไม่เปลี่ยนแปลง
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกองทัพ เอ้ย ของ กสทช.เหนียวแน่น







