
มะกันส้มหล่นในเวียดนาม
เหตุสถานการณ์ประท้วงต่อต้านจีนเดือดดันความต้องการสินค้าอเมริกันพุ่ง
เหตุสถานการณ์ประท้วงต่อต้านจีนเดือดดันความต้องการสินค้าอเมริกันพุ่ง
กูรูชี้ธุรกิจมะกันในเวียดนามส้มหล่น เหตุประท้วงต้านจีนเดือด ดันความต้องการสินค้าอเมริกัน
เว็บไซต์อะโบฟเดอะลอว์ในสหรัฐเปิดเผยบทความอ้างความเห็นของ แดน แฮร์ริส หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ แฮร์ริส มัวร์ส ระบุว่า บรรดาผู้ประกอบการสัญชาติอเมริกันในเวียดนาม มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากเหตุประท้วงต่อต้านจีนจากปัญหาพิพาทในทะเลจีนใต้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นรายวัน เนื่องจากอาจผลักดันให้ผู้บริโภคชาวเวียดนามหันมาซื้อสินค้าและใช้บริการจากธุรกิจสัญชาติอเมริกันเพิ่มมากขึ้น
จากการสำรวจความเห็นของบรรดาธุรกิจสหรัฐที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามซึ่ง แฮร์ริส ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย พบว่า นักธุรกิจสหรัฐในเวียดนามส่วนใหญ่ไม่กังวลต่อผลกระทบจากเหตุรุนแรงดังกล่าว และเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหรือขยายธุรกิจในเวียดนาม เนื่องจากเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่ในวงจำกัดเฉพาะโรงงานของผู้ประกอบการสัญชาติจีนและไต้หวันเท่านั้น
“เหตุต่อต้านจีนในเวียดนามอาจส่งผลให้แนวโน้มความต้องการหันมาใช้สินค้าและบริการของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนอาจผลักดันให้แรงงานชาวเวียดนามหันมาทำงานในบริษัทสัญชาติอเมริกันมากขึ้นอีกด้วย” รายงานระบุ
กระนั้นก็ตาม นักธุรกิจสหรัฐบางส่วนยังคงวิตกกังวลว่า เหตุรุนแรงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจสหรัฐทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คือ ไม่เพียงแต่ส่งผลให้สายการผลิตหยุดชะงักลงหลังจากโรงงานสัญชาติจีนและไต้หวันต้องปิดตัวลงชั่วคราวแล้ว ยังอาจส่งผลให้มุมมองของชาวเวียดนามที่มีต่อชาวต่างชาติเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจต่างชาติในเวียดนามที่หมายรวมถึงธุรกิจสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว นับว่าสอดคล้องกับความเห็นของ ศรีราม เชาเลีย คณบดีและศาสตราจารย์ของสถาบันกิจการระหว่างประเทศจินดัล ในอินเดีย ระบุว่า ประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้นี้ เป็นสิ่งกระตุ้นให้ภูมิภาคนี้หันไปสานสัมพันธ์กับสหรัฐและญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น
“ถ้าจีนยังทำตัวเป็นปรปักษ์กับประเทศเล็กๆ คงจะต้องเผชิญกับปัญหาแน่นอน เพราะจะยิ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกบาดหมางเกิดขึ้นหลังจากถูกประเทศยักษ์ใหญ่ย่ำยี จีนไม่ต้องการให้สหรัฐเข้ามาแทรกแซงในประเด็นข้อพิพาท แต่การกระทำของจีนกลับกระตุ้นให้ประเทศเล็กๆ เหล่านี้หันเข้าหาสหรัฐเพื่อขอความช่วยเหลือมากขึ้นเท่านั้น” เชาเลีย ระบุ







