posttoday
ทริสคงเครดิตเซ็นทรัลแม้ไฟไหม้

ทริสคงเครดิตเซ็นทรัลแม้ไฟไหม้

21 พฤษภาคม 2553

อันดับเครดิตของประเทศหลังเหตุการณ์รุนแรง

อันดับเครดิตของประเทศหลังเหตุการณ์รุนแรง

มีคำถามตลอดสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องอันดับเครดิตของประเทศว่าจะถูกปรับลดหรือไม่ ในวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันสงกรานต์พอดีสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก คือ S&P ได้ออกรายงานเกี่ยวกับอันดับเครดิตของประเทศไทย โดยยืนยัน(affirm) อันดับเครดิตสำหรับพันธบัตรอายุยาวที่ออกในสกุลเงินตราต่างประเทศ (ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา) อยู่ในระดับเดิมที่ BBB+ โดยมีแนวโน้มเชิงลบ (negative outlook) และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกในสกุลเงินตราต่างประเทศที่ระดับ A-2 ส่วนตราสารหนี้ที่ออกในสกุลเงินบาทระยะยาวอยู่ที่ระดับ A- มีแนวโน้มเชิงลบ และตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ที่ระดับ A-2

หลายฝ่ายก็คงโล่งใจว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลกอย่าง S&P ไม่ได้มีการปรับลดอันดับเครดิตลงแม้จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นก็ตาม ซึ่งเราคงต้องอ่านรายละเอียดในรายงานที่นักวิเคราะห์ได้เขียนประกอบด้วยก่อนที่จะไปติดตามรายละเอียดในรายงานนั้น S&P ได้มีการจัดอันดับเครดิตในระดับที่เรียกว่า ASEAN scale ด้วยซึ่งแตกต่างไปจากสถาบันจัดอันดับเครดิตอื่นที่มีการจัดอันดับในระดับประเทศ (national scale) และระดับนานาชาติ(international scale) เท่านั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการจัดในระดับASEAN scale นั้น คงจะเป็นการเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนของเรา ซึ่งก็ยังน่าจะสบายใจได้ในระดับหนึ่งว่า สำหรับพันธบัตรระยะยาว เขาให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ axAA- และสำหรับตราสารระยะสั้น เขาให้อยู่ในอันดับaxA-1 ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีมากทีเดียวครับ

อย่างไรก็ดี การจัดอันดับเครดิตที่ว่านั้น เป็นการจัดสำหรับการออกตราสารโดยภาครัฐนะครับ นั่นหมายความว่าหากภาคเอกชนจะนำไปเทียบเคียงกับการออกตราสารหนี้ของตนเอง ก็จำเป็นที่จะต้องบวกส่วนที่ชดเชยความเสี่ยง(risk premium) ลงไป สำหรับอันดับเครดิตของตนเองที่สัมพัทธ์กับภาครัฐว่า ภาคเอกชนแต่ละองค์กรเมื่อเทียบกับภาครัฐแล้ว จะอยู่ในระดับความน่าเชื่อถือที่เป็นรองลงมาจากภาครัฐสักเท่าไร

เหตุผลในรายงานที่ S&P ออกมานั้น ได้กล่าวสรุปไว้ว่า ประเทศไทยยังคงมีสถานะสุทธิเป็นเจ้าหนี้ และดำเนินนโยบายการคลังอย่างระมัดระวัง ภาระหนี้ภาครัฐอยู่ในระดับต่ำ โดยนักวิเคราะห์จาก S&P คาดว่าสำรองเงินตราต่างประเทศมีสูงถึง 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในขณะที่ภาระหนี้สินมีเพียง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งแสดงถึงส่วนต่างของฐานะการเงินที่ค่อนข้างเข้มแข็ง และเป็นภูมิคุ้มกันได้ดีพอควร หากเกิดความยุ่งยากทางเศรษฐกิจและการเงิน

ประเด็นสำคัญที่เป็นจุดอ่อนในสายตาของนักวิเคราะห์ ก็คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้ง ซึ่งภาวะทางการเมืองดังกล่าวนั้น ทำให้การดำเนินนโยบายระยะยาวไม่มีความต่อเนื่อง ไม่สามารถนำกลยุทธ์และนโยบายสำคัญไปใช้ปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้ การประท้วงที่ได้เห็นทั่วไปตามท้องถนน (street protests) ในกรุงเทพมหานครกลายเป็นเรื่องธรรมดาของประเทศไทยไปแล้ว (ประเด็นนี้เป็นสิ่งสำคัญนะครับที่ต้องทำความเข้าใจต่อไป) และการประท้วงที่กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่านั้น บางครั้งก็ลุกลามไปสู่ความรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ของภาคประชาชนนักวิเคราะห์จาก S&P มองว่าความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ แม้จะมีโอกาสไม่มากนักก็ตาม อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางลบต่อสภาพเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลคงจะยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้

ย่อหน้าก่อนหน้านี้ ผมอยากจะขีดเส้นใต้ครับ เพราะนั่นเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมสถาบันจัดอันดับเครดิตอย่างS&P ยังคงอันดับเครดิตของประเทศไทยในทุกกรณีไว้เป็นอย่างเดิม เพราะเขาเชื่อว่าการดำเนินการทางการเมืองจะไม่เกิดความรุนแรงและยังหาทางออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคงจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะสั้น

หากการคาดการณ์ของเขาไม่เป็นจริง แสดงว่าการคงอันดับเครดิตที่เขาได้ประกาศไว้ในวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมานั้นก็จะไม่ถูกต้อง เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการทบทวนอันดับเครดิตหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เป็นเรื่องที่ยังตอบไม่ได้ในตอนนี้ครับคงต้องรอดูเหตุการณ์กันต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค