
กรุทุ้งลุยตลาดอินเดียก่อสร้าง-แปรรูปอาหารรุ่ง
อินเดียเพิ่งประกาศผลเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด พรรคภารติยะ ชนตะ (บีเจพี)
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
อินเดียเพิ่งประกาศผลเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด พรรคภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) ภายใต้การนำของ นเรนทรา โมดี มุขมนตรีรัฐคุชราต คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายเหนือพรรคคองเกรสที่ครองอำนาจมายาวนาน
ทิศทางของอินเดียหลังผลัดใบผู้นำเป็นที่น่าจับตามอง เพราะอินเดียเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของเอเชีย รวมทั้งมีนโยบายมองตะวันออก ซึ่งรวมถึงอาเซียนในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์
อโศก อุปัทยา รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดูแลสายงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนภูมิภาคเอเชียใต้ มองว่า หลังจากนี้เศรษฐกิจของอินเดียจะน่าจับตามอง เพราะผู้นำคนใหม่ทำผลงานได้โดดเด่นมากในการขับเคลื่อนรัฐคุชราตให้เจริญก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆ ของอินเดีย จนประชาชนมั่นใจยอมเทคะแนนให้อย่างท่วมท้น และยิ่งพรรคบีเจพีครองเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ ก็จะเป็นผลดีให้สามารถผลักดันเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
อีกเรื่องที่ผู้นำใหม่จะต้องเร่งดำเนินการคือ การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
“โมดีมีบุคลิกความเป็นผู้นำที่ชัดเจน มีวิสัยทัศน์ และรักษาพันธสัญญาที่ให้ไว้ พูดจริงทำจริง ต่างจากนักการเมืองทั่วไปที่ไม่ค่อยรักษาคำพูด อีกทั้งนโยบายมีความโปร่งใส ที่สำคัญ โมดีสนใจไทยมากตั้งแต่สมัยเป็นมุขมนตรีรัฐคุชราต อยากให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนและทำการค้า เพราะไทยมีภาคการผลิตที่แข็งแกร่งและมีเทคโนโลยีที่เหมาะกับอินเดีย ดังนั้น หากเราได้ใจผู้นำคนใหม่ไทยก็จะได้ประโยชน์”
สำหรับนโยบายต่างประเทศ อินเดียให้ความสำคัญกับเอเชียมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เข้าไปลงทุนในอินเดียมาก รวมถึงโฟกัสอาเซียนเข้มข้นขึ้น เพราะต้องการเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้เพื่อคานอำนาจกับจีน ซึ่งนี่จะทำให้อาเซียนได้อานิสงส์จากสองมหาอำนาจ
ปัจจุบันอินเดียลงทุนในอาเซียนหลายประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อินเดียอาเซียน ขณะที่ไทยไปลงทุนและค้าขายในอินเดียค่อนข้างน้อย เพราะผู้ประกอบการยังมองตลาดนี้ไม่ทะลุ ประกอบกับไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนต่ออินเดีย ผิดกับจีนที่ขายสินค้าได้ดี ทั้งที่คนอินเดียชอบคุณภาพสินค้าไทยมากกว่า ถึงกับลงทุนเข้ามาช็อปสินค้าที่ประตูน้ำกลับไป ซึ่งตรงนี้ก็เป็นโอกาสหนึ่งของธุรกิจไทย
อุปสรรคสำคัญคือ กฎระเบียบในอินเดีย ซึ่งนักธุรกิจไทยไม่เข้าใจ จึงรู้สึกว่ายุ่งยาก นอกจากนี้กฎระเบียบยังเปลี่ยนแปลงบ่อย ต้องคอยติดตามอยู่ตลอด รวมทั้งเรื่องภาษาและวัฒนธรรมการค้าที่แตกต่างกัน แต่อินเดียไม่มีปัญหาเรื่องอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เหมือนประเทศอื่นๆ และแม้จะเข้าไปยาก แต่หากเข้าไปได้แล้วจะอยู่ยาว
นอกจากบริษัทไทยขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการขนาดกลาง หรือไซส์เอ็ม มีโอกาสมากในตลาดอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรมหาศาล โดยเฉพาะธุรกิจแปรรูปอาหาร ธุรกิจการเกษตร ก่อสร้าง และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ไทยมีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของอินเดีย
ผู้ประกอบการไทยจึงควรเข้าไปหาช่องทางในอินเดีย ซึ่งมี 28 รัฐ ที่ใหญ่เทียบเท่าประเทศ แต่ละรัฐก็มีนโยบายแตกต่างกันและมีอิสระในการบริหารจัดการ ดังนั้น จึงต้องหาพื้นที่ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของตัวเอง และต้องเข้าใจว่า การติดต่อโบรกเกอร์รายใหญ่เพื่อให้สามารถส่งสินค้าไปแบบทีเดียวจบครบทั้งประเทศ ย่อมถูกกดราคาแลกกับความสะดวก
สินค้าไทยยังต้องแข่งขันกับจีน ผู้ประกอบการไทยจึงควรจับตลาดกลางถึงบน ซึ่งชนชั้นกลางเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว โดยสร้างแบรนด์ “เมดอินไทยแลนด์” และบรรดาไซส์เอ็มที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัวต้องปรับตัวให้อินเตอร์มากขึ้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องรอคู่แข่งเข้ามาถึงบ้าน
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ได้ตั้งทีมงานเล็กๆ ดูแลตลาดอินเดียโดยเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเบื้องต้นมีแผนจะนำประธาน ส.อ.ท. คณะผู้บริหาร และผู้ประกอบการไทย ไปเยือนรัฐคุชราตภายใน 23 เดือนนี้ รวมทั้งจะสร้างเครือข่ายและหาโมเดลธุรกิจที่ช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าไปบุกอินเดีย







