
หมีจำศีล
หายหน้าหายตาไประยะหนึ่ง สำหรับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ส่วนหนึ่งเพราะต้องไปทำงานในออฟฟิศสำรองหลังจากมีประกาศชัตดาวน์ กทม. ทำให้ไม่เจอหน้าค่าตานักข่าว อีกส่วนเพราะต้องเดินสายประชุมต่างประเทศถี่ขึ้นตามไทม์ไลน์ปกติ
หายหน้าหายตาไประยะหนึ่ง สำหรับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ส่วนหนึ่งเพราะต้องไปทำงานในออฟฟิศสำรองหลังจากมีประกาศชัตดาวน์ กทม. ทำให้ไม่เจอหน้าค่าตานักข่าว อีกส่วนเพราะต้องเดินสายประชุมต่างประเทศถี่ขึ้นตามไทม์ไลน์ปกติ
แต่แม้จะห่างเวทีสัมมนา ปาฐกถา ไปนานแค่ไหน แต่เมื่อต้องทำหน้าที่ผู้ว่าฯ ธนาคารกลางของประเทศท่ามกลางสาธารณชนแล้ว ผู้ว่าฯ ประสารก็ยังแสดงฝีไม้ลายมือให้เห็น โดยเฉพาะการประคับประคองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยไว้ในสายตาของชาวต่างชาติ
ในงานปาฐกถาในงานสมาคมธนาคารต่างประเทศ (AIB) ที่จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านผู้ว่าฯ “ประสาร” ได้รับเชิญให้พูดเรื่อง “เศรษฐกิจไทยในภาวะพลิกกลับ” ทั้งนายแบงก์ จากไทยและต่างประเทศ ผู้บริหารจากภาคเอกชน และหน่วยงานเศรษฐกิจชั้นแนวหน้า ที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางความตึงเครียดทั้งจากปัญหาการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ
แต่ผู้ว่าฯ ก็ผ่อนความตึงเครียดลงได้ ด้วยการเปรียบเปรยแบบชิล ชิล ว่า ประเทศไทยที่อยู่ในภาวะตีบตันตอนนี้ เปรียบเหมือนเป็น “ฤดูหนาวที่แสนยะเยือกจับขั้วหัวใจ” ส่วนเศรษฐกิจก็เป็นช่วง “หมีจำศีล”
ผู้ว่าฯ บอกว่า ช่วง “ฤดูหนาว” ที่แสนยะเยือกนี้ ทำให้ “หมี” ที่รับบทโดยบรรดาภาครัฐและเอกชนทั้งหลาย ตั้งแต่นายแบงก์ไปจนถึงผู้ประกอบการ ขยับตัวไม่ได้มาก ก็เลยต้องจำใจจำศีล (Hibernation) เพื่อรอให้ช่วงเวลาอันโหดร้ายผ่านพ้นไปสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง
แต่หมีเหล่านี้ไม่สามารถหลับสนิทนิ่งเป็นเจ้าหมีนิทราไปตลอดได้ ต้องขยับตัวขยับกล้ามเนื้อให้อบอุ่นอยู่บ้าง ภาครัฐและเอกชนจึงไม่สามารถปล่อยเกียร์ว่างยาวจนการเมืองยุติได้ ต้องมีการขยับเนื้อขยับตัว เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ทันทีหากปัญหาทุกอย่างคลี่คลายลง
ทั้งจากปัญหาการเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังออกอาการ“แฮงหนัก” หลังจากเปิดแชมเปญฉลองนโยบายประชานิยมทั้งหลายไปก่อนหน้านี้ ทั้งโครงการรถคันแรก และโครงการรับจำนำข้าว
นักธุรกิจฟังแล้ว แว่วว่า เห็นแสงแดดอุ่นๆ รออยู่ข้างหน้าเลยทีเดียว
พร้อมทั้งภาวนาว่า อย่าให้มี “ไฟป่า” ตามมาจน “หมีจำศีล” หนีไม่ทันละกัน







