
จับตาจีดีพีไทยไตรมาสแรก ค่าเงินบาทจะฟื้นหรือฝุ่น
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.60 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ หลังปัจจัยการเมืองกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดยในระยะต่อไป นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากไม่มีความรุนแรง เราเชื่อว่าค่าเงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เช่นกัน เนื่องจากหากพิจารณาค่า Credit Default Swap (CDS) ซึ่งเปรียบเสมือนค่าประกันความเสี่ยงของพันธบัตรไทยที่ไม่ได้ปรับสูงขึ้นมาในช่วงเดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้กลัวการเข้าถือสินทรัพย์ไทยมากนัก ดังนั้น จึงอาจทำให้มีความต้องการซื้อกลับมาบ้าง
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.60 ต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ หลังปัจจัยการเมืองกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดยในระยะต่อไป นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากไม่มีความรุนแรง เราเชื่อว่าค่าเงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เช่นกัน เนื่องจากหากพิจารณาค่า Credit Default Swap (CDS) ซึ่งเปรียบเสมือนค่าประกันความเสี่ยงของพันธบัตรไทยที่ไม่ได้ปรับสูงขึ้นมาในช่วงเดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้กลัวการเข้าถือสินทรัพย์ไทยมากนัก ดังนั้น จึงอาจทำให้มีความต้องการซื้อกลับมาบ้าง
นอกจากนี้ ปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของค่าเงินบาท คือ การประกาศจีดีพีไตรมาสแรกของไทย โดยจากการสำรวจของบลูมเบิร์ก พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวที่ 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากที่ขยายตัวได้ 0.6% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาด ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ และยังส่งผลให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีของภาครัฐปรับลดลงอีกด้วย นอกจากนี้ การฟื้นตัวของการส่งออกยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทดแทนการนำเข้าได้ โดยการส่งออกจากไทยไปจีนและอาเซียนชะลอตัวอย่างชัดเจน ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐเริ่มกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน คือ ตัวเลขส่งออกของไทยและตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของประเทศหลัก เช่น สหรัฐ ยูโรโซน และจีน โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา PMI ของจีนปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 50 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าแนวโน้มการผลิตและการส่งออกของจีนกำลังชะลอตัว ซึ่งหมายความว่าประเทศในอาเซียนซึ่งอยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกับจีนอาจฟื้นตัวได้ช้าลงเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากตัวเลขภาคการผลิตของประเทศจีนออกมาดี จะส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้าน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองยังกดดันบรรยากาศการลงทุน โดยหากค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าตามภูมิภาค เรามองว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 32.35 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย 30 วัน นอกจากนี้ หากพิจารณาดัชนี Relative Strength Index (RSI) จะเห็นว่าการทรงตัวของค่าเงินบาทในปัจจุบันที่ 32.35-32.50 ถือเป็นระดับเสถียรภาพของค่าเงินบาท ซึ่งไม่มีการเทขายหรือเข้าซื้อด้วยอารมณ์จากนักลงทุน ดังนั้น เราจึงมองว่าค่าเงินบาทจะทยอยโน้มแข็งค่ากลับมาเคลื่อนไหวในกรอบนี้
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการตัดสินให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นเก้าอี้ โดยค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าไปแตะระดับสูงที่สุดในรอบ 3 เดือน ที่ 32.67 ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะปรับแข็งค่าอย่างรวดเร็ว มาซื้อขายที่ระดับ 32.40 ตามกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่เอเชีย โดยค่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 8 เดือน หลัง Exit Poll ของอินเดียเผยว่า โมดี จากพรรคฝ่ายค้าน Bharatiya Janata Party (BJP) ของอินเดียมีโอกาสจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งนักลงทุนมองว่าจะส่งผลดีต่ออินเดีย เนื่องจากการปกครองของโมดีทำให้แคว้นคุชราตของอินเดียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากถึง 10% ตั้งแต่ปี 2001 ดังนั้น นักลงทุนจึงคาดหวังว่าพรรค BJP จะสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจอินเดีย และเร่งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เพื่อให้อินเดียกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายสัปดาห์ตลาดเริ่มเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่มากำหนดทิศทางค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินทุนไหลเข้าชะลอลง
นักลงทุนขายสุทธิจากตลาดหุ้น 2,500 ล้านบาท และ 4,500 ล้านบาท จากพันธบัตรไทยในสัปดาห์นี้ แต่มีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดพันธบัตรช่วงปลายสัปดาห์ เพื่อเก็งกำไรก่อนการประกาศจีดีพี ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงทั้ง Curve โดยเฉพาะพันธบัตรระยะกลางและยาว ปิดตลาดวันศุกร์ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3, 5 และ 10 ปี ปรับลดลงมาที่ 2.41%, 2.93% และ 3.50% ส่วนหุ้นกู้ตลาดรองที่มีการซื้อขายมาก คือ กลุ่มอายุ 1 ปี (ความน่าเชื่อถือ AAA) โดยซื้อขายกันที่อัตราผลตอบแทน 2.90-2.95% และกลุ่มอายุ 4 ปี (ความน่าเชื่อถือ A) ที่อัตราผลตอบแทน 3.95-3.99% นอกจากนี้ ยังมีการเสนอขายหุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (อันดับเครดิต BBB) อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยที่ 5.40% จำนวน 4,000 ล้านบาท







