
เมื่อเหตุมันเกิด เราต้องไปแก้กันที่ต้นน้ำ ต้นทาง หรือมาติ มาว่าที่ปลายทาง (ตอนที่ 2)
มีข่าวออกมาในสื่อมวลชนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจากชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในงานสัมมนา เรื่องการควบคุมกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา สรุปรวมความที่สำคัญได้ว่า
มีข่าวออกมาในสื่อมวลชนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจากชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในงานสัมมนา เรื่องการควบคุมกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา สรุปรวมความที่สำคัญได้ว่า
1.มีความเป็นห่วงผู้บริโภคว่าจะถูกเอาเปรียบจากบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตในฐานะผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ชมรมเห็นว่าไม่เป็นธรรม มีความเห็นว่าการคิดค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ไม่สมเหตุผล เช่น คิดค่าทวงถามครั้งละ 200 บาท วันละหลายครั้ง และนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปรวมกับเงินต้น แล้วมาคิดดอกเบี้ยรวมอีกครั้ง และเรียกร้องให้ภาครัฐที่กำกับดูแลการทำธุรกิจดังกล่าวเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหา
2.มีการระบุถึง ร่างกฎหมายทวงถามหนี้ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจาก ครม.แล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเข้ารัฐสภาได้เพราะยุบสภาไปก่อน พร้อมทั้งเสนอให้ออกประกาศเพิ่มบทลงโทษให้ชัดเจน และควรควบคุมดูแลการทำบัตรเครดิต บัตรเสริมให้กับบุตรหลาน เพราะเมื่อเกิดหนี้เสีย หรือมีการค้างชำระ ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ปกครองที่เป็นบัตรหลักไม่สามารถชำระหนี้ได้ อาจมีการฟ้องเด็กแทน
จากประเด็นที่สำคัญ 2 ข้อข้างต้น ผมลองตั้งเป็นคำถามย้อนกลับไปยังต้นทาง แล้วท่านผู้อ่านลองคิดหาคำตอบตามนะครับ ท่านว่าเมื่อเหตุมันเกิด เราต้องไปแก้กันที่ต้นน้ำ ต้นทาง หรือมาติ มาว่าที่ปลายทาง...อย่างที่เป็นอยู่ ท่านผู้อ่านลองดูคำถาม เผื่อจะหาคำตอบได้ชัดๆ ในใจของเรา
1.ทำไมเราไม่ออมเงินก่อนที่จะไปกู้เงินคนอื่นเขามาใช้ หรือออมเงินก่อนคิดไปทำบัตรเครดิตเพื่อไปใช้จ่ายแล้วเป็นหนี้ มีบัตรเครดิตหลายใบไว้เผื่อเป็นหนี้มันดียังไง ทำไมตอนเด็กๆ ทำไมเรามีเงินออมที่ธนาคารออมสิน ทั้งๆ ที่ไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพการงาน เรียนยังไม่จบ ฉลาดยังไม่มาก แต่เมื่อเราโตขึ้นมามีวุฒิภาวะ มีการศึกษา มีอาชีพ มีหน้ามีตา มีโทรศัพท์มือถือทันสมัยเล่นไลน์ได้ 24 ชั่วโมง มีกระเป๋ามากกว่า 7 ใบ รองเท้ามากกว่า 7 คู่ ชอบเที่ยวเล่นกินข้าว ดูหนังฟังเพลง คาราโอเกะได้ทุกสิ่งอย่าง แล้วตอนนี้ ปัจจุบันนี้เงินออมไปไหน ทำไมนิสัยการออมที่พ่อแม่อบรมบ่มนิสัยมันไปไหน เราไปลืมทิ้งไว้ที่ไหน ทำไมเวลานี้ต้องกู้ กู้แล้วเอามาใช้ ใช้แล้วมาเครียด เครียดเพราะจ่ายคืนไม่ได้ ตอนเป็นหนี้คิดเรื่องการจะใช้คืนหรือไม่ เมื่อคิดแล้วได้ทำตามนั้นหรือไม่ ทำไมทำไม่ได้ ทำไมเราโทษคนอื่นอยู่ร่ำไป ใครเป็นคนก่อหนี้
2.การยืมเงิน ก็ต้องคืนเงินใช่ไหม ถ้าเป็นเงินเราเราอยากได้คืนไหม ถ้าเป็นเงินของครอบครัวเราแล้วเราเอามาปล่อยกู้ต่อเราจะดูแลป้องกันไหม ถ้าเป็นเงินฝากของลูกหลานมาให้เราดูแลแล้วเราเอาไปปล่อยกู้ต่อเราต้องดูแลเต็มที่ไหม ถ้าเป็นเงินฝากเราที่สถาบันการเงินแล้วเราหวังให้คนที่สถาบันการเงินดูแลเงินเราอย่างเข้มงวดหรือไม่ เราอยากให้ใครที่ยืมเงินเราเขาจำจนขึ้นใจไหมว่า สัญญาต้องเป็นสัญญา เป็นหนี้ต้องชำระหนี้ หนี้นั้นจึงจะหมดกันไปใช่ไหม
3.เราจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการทวงถาม หรือ ค่าตามหนี้ไหม ถ้าเราใช้วิธีตัดบัญชีเงินที่เราออมไว้ ถ้าเราเอาเงินเข้าก่อนที่เจ้าหนี้จะมาตัดบัญชี หรือถ้าเราจ่ายครบจ่ายตรงตามเวลาที่กำหนด ตามเวลาที่เราไปทำสัญญากับเจ้าหนี้ไว้ วันไหนวันนั้น ถ้าเราจ่ายหนี้ตามสัญญาใครจะมาคิดค่าทวงถามเราได้ ประการสุดท้ายถ้าเราเป็นเจ้าหนี้เองเราจะทำอย่างเดียวกันแบบนี้ไหมกับลูกหนี้ เราจะทวงถามไหม จะคิดค่าดำเนินการไหม หรือจะไม่ทำอะไรเลย
4.ถ้าเป็นตัวเราได้มีการทดรองจ่ายเงินแทนคนอื่น แทนญาติ แทนเพื่อนในการซื้อสินค้า แล้วต่อมาเพื่อนจ่ายคืนบางส่วนหลังจากพ้นไป 30 วัน หรือ 1 เดือน ตัวเราจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันไหนในยอดที่เรา ทดรองจ่ายไปก่อน วันที่ได้ทดรองจ่ายไป วันที่ครบกำหนดหลังจากพ้นไป 30 วันหรือ 1 เดือน เพราะ ถ้าเราไม่ต้องทดรองจ่ายให้ใคร เราเอาเงินนี้ไปฝาก เราก็จะได้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ฝากใช่ไหม ...ท่านผู้อ่านคิดว่า ถ้าเป็นเงินเรา เราจะทำแบบไหน ท้ายสุดเราจะเป็นหนี้ไปทำไม ถ้าเรามีเงินออม และเราพอเพียงอยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน...ขอบคุณครับ







