posttoday
ไร้รัฐบาลตราสารหนี้สะเทือน

ไร้รัฐบาลตราสารหนี้สะเทือน

16 พฤษภาคม 2557

สุญญากาศทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ เริ่มเห็นปัญหาผุดขึ้นในรายธุรกิจ

สุญญากาศทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ เริ่มเห็นปัญหาผุดขึ้นในรายธุรกิจ โดยเฉพาะกำไรของบริษัทเอกชน ทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ จึงทำให้เกิดความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงนี้จะส่งผลต่อความสามารถในการจ่ายผลตอบแทน หรือหุ้นกู้ ตราสารหนี้ และพันธบัตรของรัฐบาล ที่ครบกำหนดต้องไถ่ถอนในเร็วๆ นี้

วศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ยังไม่เห็นสัญญาณว่าตลาดตราสารหนี้ของไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจนไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือจะชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนได้ บริษัทเอกชนที่ออกหุ้นกู้ขายก็เป็นบริษัทที่มีอันดับเครดิต (เรตติ้ง) ดี สูงกว่าอันดับเครดิตที่ลงทุนได้ (Investment grade)

“ความเสี่ยงที่จะเกิดกับตลาดพันธบัตร คือ การถอนคิวอีของสหรัฐอเมริกา จะทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐสูงขึ้น เป็นแรงกดดันให้ตราสารของไทยที่จะออกขายต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นไปด้วย และนี่จะมีผลต่อแรงกดดันของเงินไหลออกด้วย” วศิน กล่าว

นอกจากนี้ แนวโน้มภาพรวมอันดับเครดิตของไทยที่ถูกมูดี้ส์และเอสแอนด์พีจับตาดูอยู่ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยังหาทางออกไม่ได้อย่างไร หากยังไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาบริหารประเทศ

ขณะนี้อันดับเครดิตประเทศไทยยังอยู่ในมุมมองที่มีเสถียรภาพ แต่หากถูกปรับมุมมองแย่ลงก็จะโดนชาร์จดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งความเสี่ยงนี้จะเกิดขึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าทิศทางดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น

ทางด้านรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองในขณะนี้ ยอมรับว่ากระทบตลาดการเงินบ้าง แต่ตลาดรับรู้ข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีการเปลี่ยนหรือกระทบรุนแรง

ทั้งนี้ หากดูในแง่ของค่าประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ยังทรงตัว แต่ปัญหาคือค่าความเสี่ยงของเพื่อนบ้านที่มีลักษณะเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย อย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์มีค่าความเสี่ยงลดลง โดย CDS ของไทยล่าสุด ณ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุการณ์นายกรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งแล้วนั้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.245% จากเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.23% ส่วนมาเลเซียลดลงจาก 0.97% เหลือ 0.935% และฟิลิปปินส์จาก 0.98% เหลือ 0.935% แล้ว

“ค่าความเสี่ยงของไทยยังถือว่าทรงๆ เพราะมุมมองของนักลงทุนต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เปลี่ยนไปแย่ลงมากนัก ต้นทุนการกู้ยืมต่างประเทศอาจจะเพิ่มขึ้นบ้างสะท้อนความเสี่ยง แต่เท่าที่ติดตามดูไม่ถือว่ามาก และไม่ได้มีอะไรที่เป็นช็อก แม้ว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาอาจจะมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ฉะนั้นในแง่ต้นทุนการกู้ยืมอาจจะไม่ได้เพิ่มมาก แต่เวลาจะออกไประดมทุนในต่างประเทศต้องจ่ายดอกเบี้ยผลตอบแทนสูงขึ้นบ้าง เพราะส่วนหนึ่งของความไม่แน่นอนได้ฝังเป็นต้นทุนไปบ้างแล้ว ซึ่งตลาดรับรู้แต่ต้องยืนยันว่าค่าความเสี่ยงไทยไม่ได้สูงที่สุดในอาเซียน เพราะอินโดนีเซียสูงกว่าไทย แม้ว่าเศรษฐกิจไทยเราจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงก็ตาม” รุ่ง กล่าว

โฆษก ธปท. กล่าวว่า การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนมองว่ายังทำได้ เพราะเอกชนที่ออกหุ้นกู้ได้เป็นบริษัทที่มีศักยภาพ แต่ปริมาณการออกหุ้นกู้ที่ลดลงอาจจะเป็นเพราะภาคเอกชนชะลอการลงทุนตามเม็ดเงินการลงทุนภาครัฐ

“ถ้าเทียบส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้เอกชนกับพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้ต่างกันมาก และที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายก็ปรับลดลง ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยอยู่บ้าง” รุ่ง กล่าว

สำหรับการเมืองที่ยืดเยื้อมานานเริ่มส่งผลต่อตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างไรนั้น ธปท.มองว่าเงินเข้าลงทุนและการถือครองตราสารหนี้ไทยยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนดก็ยังสามารถออกใหม่ทดแทนได้แม้จะไม่มีรัฐบาล เนื่องจากขั้นตอนการออกทดแทนพันธบัตรที่ครบอายุยังทำได้อยู่ เพราะสำนักงานหนี้สาธารณะดูแล เพียงแต่การออกพันธบัตรใหม่จะไม่ค่อยทำกัน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน