
แผ่นดินไหวเสียหายหนักของกลางพันล้านซ่อมแซม
ผลของความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมืองไทยได้ส่งผลกระทบออกไปในวงกว้าง บ้านเรือนนับพันหลังพังทลาย ถนน สะพานหลายแห่งพังทลาย
ผลของความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมืองไทยได้ส่งผลกระทบออกไปในวงกว้าง บ้านเรือนนับพันหลังพังทลาย ถนน สะพานหลายแห่งพังทลาย
ยุคล ลิ้มแหลมทอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้รับผิดชอบความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบภัยแผ่นดินไหว จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุดที่ได้รับการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด พบว่า มีความเสียหายที่ต้องใช้งบประมาณในการบูรณะกว่า 1,000 ล้านบาทเศษ ทั้งในส่วนของอาคารบ้านเรือน วัด โรงเรียน จึงต้องการของบกลางเพิ่มเติม
ขณะที่ในเบื้องต้น คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางไว้ 500 ล้านบาท แต่ก็พร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่
ด้าน สุรสิทธิ์ อินทรประชา ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน กล่าวว่า ผลการสำรวจเขื่อนแม่สรวย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ห่างจากจุดเกิดแผ่นดินไหวประมาณ 50 กิโลเมตร อย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาในการสำรวจตรวจสอบประมาณ 1 สัปดาห์หลังเกิดแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2557 พบว่า เขื่อนแม่สรวยยังแข็งแรงและสามารถใช้งานได้ตามปกติ และแม้จะมีอาฟเตอร์ช็อกประมาณ 700 ครั้งต่อเนื่อง ก็พบว่าสภาพของเขื่อนยังอยู่ในสภาพปกติและแข็งแรง เนื่องจากเขื่อนของกรมชลประทานจะสร้างเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวที่ 7 ริกเตอร์
“ในการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ในวันที่แผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ แรงดันน้ำใต้ฐานเขื่อนเพิ่มขึ้นสูง และเริ่มลดระดับลงใน 24 ชม.หลังเกิดแผ่นดินไหว และปัจจุบันกลับสู่ปกติแล้ว แม้ว่าจะมีการอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องถึงปัจจุบันกว่า 700 ครั้ง จึงยืนยันว่าเขื่อนแม่สรวยยังแข็งแรง ปลอดภัย” สุรสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ หากมีเหตุผิดปกติหรือสภาพเขื่อนเสียหายอย่างมีนัยสำคัญว่าจะแตก กรมชลประทานจะสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันทีล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเสียหาย
“หากเขื่อนพังจะไม่มีการแตก ปะทุ เหมือนในภาพยนตร์ แต่จะแตกในลักษณะเป็นรู เป็นช่อง ซึ่งจะทำให้สามารถแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า จากปริมาณน้ำที่เหลือประมาณ 40% ของความจุ 73 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันอธิบดีกรมชลประทานได้สั่งการให้มีการเอกซเรย์ความแข็งแรงของเขื่อนของกรมชลประทานทั่วประเทศ ซึ่งมีผลการตรวจสอบพบว่าทุกเขื่อนยังมีสภาพแข็งแรง” สุรสิทธิ์ กล่าว
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เรียกประชุมผู้บริหารกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อรับมือกับสถานการณ์การเกิดแผ่นดินไหว ว่า ได้สั่งให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบททบทวนมาตรฐานการออกแบบถนนและสะพานเป็นมาตรฐานสากล AASHTO โดยให้สรุปภายใน 6 เดือน และจัดทำแผนพื้นที่จุดเสี่ยงสรุปภายใน 2 เดือน โดยเฉพาะถนนและสะพานที่ก่อสร้างก่อนปี 2549 ที่ไม่มีการคำนวณเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหว
“ถนนและสะพานที่สร้างตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา มีการคำนวณเพื่อรับมือการเกิดแผ่นดินไหวไว้แล้ว รวมทั้งสะพานขนาดใหญ่ก็ไม่มีปัญหา แต่สะพานขนาดมาตรฐานทั่วไป ความยาว 1015 เมตร เดิมไม่ได้ออกแบบรับมือแผ่นดินไหว จึงขอให้ทบทวนแบบมาตรฐาน รวมถึงมาตรการป้องกันและจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” ชัชชาติ กล่าว
ขณะที่ผลการตรวจสอบสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า สะพานที่อยู่ภายในรัศมี 50 กิโลเมตร ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพปกติ มีเพียง 218 แห่ง ที่ได้รับความเสียหายบริเวณโครงสร้างส่วนบนและรอยต่อของสะพาน แต่เป็นการแตกร้าวเพียงเล็กน้อย ยกเว้นทางหลวงหมายเลข 118 ที่ทรุดตัว 2 ช่วง ที่เสียหายมากต้องทำทางเบี่ยงและดำเนินการจัดหางบมาซ่อมแซมถนนที่เสียหาย
“เบื้องต้นทุกหน่วยงานต้องรู้จุดเสี่ยงตามรอยเลื่อนที่อาจเกิดแผ่นดินไหวว่ามีพื้นที่ใดบ้าง เพื่อเตรียมแผนการรองรับเมื่อเกิดเหตุ เผชิญเหตุได้ทันท่วงที” ชัชชาติ กล่าว
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณในการซ่อมแซมประมาณ 100 ล้านบาท แต่หากสูงกว่านี้จะต้องจัดงบกลางมาใช้เพิ่มเติม
ชัชชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสะพานขนาดใหญ่ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขง ที่ อ.เชียงของ มีการออกแบบที่รองรับระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ 0.25 จี หรือเทียบเท่ากับระดับความรุนแรงของการเกิดแผ่นดินไหวในปัจจุบันที่ จ.เชียงราย ดังนั้น ทล.และ ทช.จะต้องสำรวจสะพานและถนนที่สร้างก่อนปี 2549 เพื่อให้ได้มาตรฐานนี้ด้วยสำหรับในส่วนที่จะต้องปรับปรุงและซ่อมแซม
ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมทางหลวง เปิดเผยว่า งบประมาณที่จะต้องใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมถนนและสะพานเฉพาะในส่วนของกรมทางหลวงไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท เพราะเกิดแผ่นดินแยกและถนนพังตลอดแนวของ จ.เชียงราย







