posttoday
การบริหารเงินในช่วงความไม่แน่นอนสูง

การบริหารเงินในช่วงความไม่แน่นอนสูง

15 พฤษภาคม 2557

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่สับสนวุ่นวายและยังมองไม่เห็นแนวโน้มว่าจะจบยังไง แต่กลับมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงเพิ่มขึ้นไปซะอีกจากกลุ่มมวลชนสองฝ่ายที่เห็นต่างกัน จนทำให้เศรษฐกิจไทยชะงักงันมาเป็นเวลากว่า 6 เดือน และมีสัญญาณที่ไม่น่าไว้วางใจมากยิ่งขึ้น แถมพวกบริษัทจัดอันดับเครดิตออกมาเตือนเรื่องของการทบทวนอันดับเครดิตซ้ำอีก ไม่ว่าจะเป็น ฟิทช์ เรทติ้งส์ หรือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หรือบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี)

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่สับสนวุ่นวายและยังมองไม่เห็นแนวโน้มว่าจะจบยังไง แต่กลับมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงเพิ่มขึ้นไปซะอีกจากกลุ่มมวลชนสองฝ่ายที่เห็นต่างกัน จนทำให้เศรษฐกิจไทยชะงักงันมาเป็นเวลากว่า 6 เดือน และมีสัญญาณที่ไม่น่าไว้วางใจมากยิ่งขึ้น แถมพวกบริษัทจัดอันดับเครดิตออกมาเตือนเรื่องของการทบทวนอันดับเครดิตซ้ำอีก ไม่ว่าจะเป็น ฟิทช์ เรทติ้งส์ หรือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หรือบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี)

ในช่วงที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ ถ้ามองในด้านการลงทุน สิ่งซึ่งการลงทุนไม่ชอบมากที่สุดไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจดีหรือแย่ ไม่ใช่เรื่องฝ่ายไหนจะชนะ แต่เป็นเรื่องความไม่แน่นอน เพราะการลงทุน คือ การคาดการณ์อนาคตว่า เงินที่เราลงทุนไปนั้นจะให้ผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ เมื่อความไม่แน่นอนมีสูง การคาดการณ์ผลตอบแทนที่จะได้รับก็ยากมากยิ่งขึ้น เมื่อยิ่งคาดการณ์ยาก ความเสี่ยงของการลงทุนก็จะยิ่งมีมากขึ้นนั่นเอง

แล้วอย่างนี้ในภาวะความไม่แน่นอนสูงอย่างนี้เราควรทำอย่างไรดี หากเป็นเรื่องการลงทุน ผมเห็นด้วยกับกูรูด้านการลงทุนหลายท่านนะครับ ที่ออกมาเตือนให้เพิ่มสัดส่วนเงินสดในพอร์ตเอาไว้ให้มากที่สุด หากวันดีคืนดีตลาดหุ้นมีการ Rebound ก็เป็นช่วงจังหวะของการขาย ส่วนการซื้อเพิ่มถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้น แนะนำว่าน่าจะรอให้สถานการณ์มีความชัดเจนมากกว่านี้ อย่าไปช้อนซื้อหุ้นช่วงขาลง เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะลงไปลึกอีกมากน้อยแค่ไหน บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าสถานการณ์ชัด หุ้นก็ขึ้นแล้วสิ จริงๆ แล้ว ไม่แน่ว่าราคาหุ้นที่เราซื้อช่วงขาลงนี้อาจแพงกว่าราคาช่วงขาขึ้นที่เราซื้อก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น หากเราซื้อหุ้น A ที่ราคาตกจาก 150 บาท มาอยู่ที่ 140 บาท เราซื้อเพราะเห็นว่าราคาตกมาเยอะแล้ว แต่ถ้าราคาตกต่อไปเป็น 100 บาท และเมื่อสถานการณ์ชัดเจนราคาปรับขึ้นมาเป็น 120 บาท แน่นอนครับว่าถ้าเทียบกับราคาต่ำสุดที่ 100 บาท เราซื้อแพง 20 บาท แต่ถ้าเทียบกับราคา 140 บาท ที่เราซื้อช่วงขาลง เราซื้อถูกกว่า 20 บาท และที่สำคัญคือ การซื้อในช่วงหลัง สถานการณ์ชัดเจน ความไม่แน่นอนต่ำ ความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อในช่วงแรกครับ

การพักเงินไว้เฉยๆ หลายท่านที่เป็นนักลงทุนอาจคันไม้คันมือและไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าจะทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงของเงินออมเมื่อหักอัตราเงินเฟ้อแล้วจะติดลบ เท่ากับมูลค่าเงินของเราลดน้อยลง

เรื่องการพักเงินไว้เฉยๆ จะทำให้มูลค่าของเงินลดลงนี้ ผมเห็นด้วยครับ แต่กรณีนั้นจะเป็นกรณีที่เราออมเงินในออมทรัพย์ระยะยาว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเงินออมของเราแน่ๆ แต่ถ้าเป็นการพักเงินเพื่อรอจังหวะการลงทุน กลับเป็นกลยุทธ์ที่ดีของการรักษาเงินออมของเราเอาไว้ แม้แต่ปรมาจารย์การลงทุนอันดับหนึ่งของโลก Warren Buffett ก็ยังเก็บเงินสดเพื่อรอจังหวะที่ดีเช่นกัน ผมเองเคยได้เข้าฟังการบรรยาย Buffettology ที่จัดโดย บลจ.กรุงศรี ก็ได้ยกตัวอย่างการลงทุนของ Warren Buffett ว่า Warren Buffett สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เฉลี่ยปีละ 25% สำหรับเงินลงทุนปกติ แต่สร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยสูงถึงปีละ 35% จากเงินสดที่พักไว้รอจังหวะวิกฤตที่สามารถทำให้เขาสามารถซื้อของดีในราคาถูก (ซึ่งในภาวะปกติจะหาของดีราคาถูกอย่างนี้ไม่ได้)

ด้วยแนวคิดอย่างนี้ เผลอๆ ช่วงวิกฤตการเมืองของประเทศอาจเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนซื้อของดี ราคาถูกอย่างที่ Warren Buffett บอกก็ได้ สำคัญคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นตัวไหน คือ ของดี ราคาถูก ตรงนี้แหละครับ สำหรับผมช่วงนี้ คือ ช่วงที่ดีของการศึกษาหาความรู้ ขยันศึกษาหาข้อมูลวิเคราะห์หาหุ้นที่ดี เพื่อเลือกเอา เมื่อจังหวะมาถึง เราจะได้ซื้อได้ในทันทีครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน