
แผนจับคู่ธูรกิจไทย-ญี่ปุ่นต่อยอดอุตสาหกรรมรับช่วงผลิต
อุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตเตรียมแผนลงนามความร่วมมือกับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมการจับคู่ทางธุรกิจ
รายงาน โดย วราภรณ์ เทียนเงิน
“สมเกียรติ ชูพรรคเจริญ” นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย เปิดเผยถึง ทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตนับจากนี้ไปว่า สมาคมฯ มีแผนลงนามความร่วมมือกับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมการจับคู่ทางธุรกิจ ร่วมทุนระหว่างเอสเอ็มอีไทยและเอสเอ็มอีญี่ปุ่น เพื่อให้เอสเอ็มอีไทย ได้พันธมิตรเพื่อขยายเทคโนโลยีการผลิตสูงขึ้นและได้จับคู่ทางธุรกิจ ร่วมทั้งส่งเสริมความร่วมมือและการลงทุนของสองประเทศ เพราะประเทศญี่ปุ่น มีเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง (ไฮเทคโนโลยี) และกำลังขยายลงทุนมาในอาเซียนและไทย
ทั้งนี้ในเดือน มิ.ย. นี้ สมาคมฯ จะไปร่วมลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ จังหวัด ชิมะเนะ (Shimane) ที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์ เดือน ส.ค. จะไปลงนามเอ็มโอยู กับ จังหวัด นากาโนะ (Nagano) ที่มีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการลงนามเอ็มโอยู กับ จังหวัด ยามานาชิ (Yamanashi) และจังหวัดโทโทริ (Tottori) ไปแล้ว เพื่อจับคู่ทางธุรกิจเอสเอ็มอีไทยและญี่ปุ่นสำเร็จหลายรายแล้ว
ทั้งนี้เอสเอ็มอีญี่ปุ่น สนใจเข้ามาลงทุนในไทยสูงมากเป็นอันดับต้นๆ และไม่มีความกังวลจากปัญหาการเมืองในไทยมากนัก เนื่องจาก 1. ไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน จากภูมิประเทศและศักยภาพของประเทศ 2.ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน 3. ประเทศไทยมีสเน่ห์ ที่เป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นมิตรที่ดีมาก และมีความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนาน และ 4. แรงงานไทยมีศักยภาพการผลิตสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีข่าวนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นเลือกไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ จากจำนวนประชากรที่มีมากถึง 250 ล้านคน ใหญ่กว่าไทย 4-5 เท่าตัว แต่พื้นฐานของประเทศไทย และภูมิประเทศไทยดึงดูดการลงทุนได้สูงมาก ขณะเดียวกันไทย ต้องพัฒนาศักยภาพการผลิตให้สูงขึ้นต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตและการพัฒนาแรงงานมีศักยภาพสูงขึ้นระยะยาว
ส่วนเรื่องค่าแรงงานนั้น ไม่ใช่อุปสรรคกระทบต่อการลงทุน เนื่องจากค่าแรงงานในอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต ขั้นต่ำอยู่ที่ 350 บาทต่อวัน โดยมีค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ส่วนแรงงานที่มีทักษะสูง ค่าแรงอยู่ที่ 800 บาทต่อวันแล้ว ปัญหาหลักของผู้ประกอบการคือ ขาดแคลนแรงงาน จึงต้องมีการส่งเสริมระยะยาวให้มีนักศึกษาที่จบมาในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการก็ได้ปรับตัวรับมือกับปัญหาแรงงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีการผลิตใหม่มาทดแทนแรงงาน อีกทั้งประเมินว่า ตลาดยานยนต์ในปี 2557 นี้ จะมียอดการผลิตรถยนต์จำนวน 2.7 ล้านคัน ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์ จำนวน 2.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจาก 2556 ที่มียอดการผลิตรถยนต์ จำนวน 2.45 ล้านคัน และยอดการผลิตรถจักรยานยนต์ จำนวน 2.3 ล้านคัน ส่วนในปี 2558 คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ จะมีจำนวน 2.9 ล้านคัน และยอดการผลิตรถจักรยานยนต์ จำนวน 2.9 ล้านคัน
“แม้ว่าจะมีปัญหาการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ในประเทศไปบ้าง แต่ผู้ประกอบการไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะปรับตัวด้วยการหันมาลงทุนภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต ที่เชื่อมั่นตลาดจะเติบโตสดใส” สมเกียรติ กล่าว
ขณะที่สมาชิกในสมาคมฯ ที่มีจำนวน 350 บริษท มีแรงงานรวม 35,000 คน ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี ที่มีแรงงานตั้งแต่ 20 คน ไปจนถึง 1,200 คน โดยในปี 2558 ต้องการเพิ่มสมาชิกเป็น 1,000 บริษัท เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจให้แข็งแกร่ง มีโอกาสขยายลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ซุ้วอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตมี 4 กลุ่มได้แก่ 1.กลุ่มโลหะ งานปั้น และขั้นรูปโลหะ 2.กลุ่มพลาสติกและยาง 3.กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ 4. กลุ่มการขนส่ง และโลจิสติกส์ รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ คือ ส่งเสริมและใช้งบประมาณสนับสนุนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา งบสนับสนุนผู้ประกอบการจากภาครัฐยังมีจำนวนน้อย ซึ่งในแต่ละปี สมาคมฯ จะไป
ร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศรวม 8 งานต่อปี และร่วมงานต่างประเทศ 12 งานต่อปี เพื่อขยายตลาดและหาคู่ค้า ส่วนอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตฯ ที่มีมูลค่า 35,000 ล้านบาท ในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน เพราะไม่มีนโยบายกระตุ้นตลาดรถยนต์จากภาครัฐ และการเมืองยังไม่ยุติ
สำหรับทิศทางตลาดอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตในปี 2558 คาดว่าจะเติบโต 5% เพราะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ดังนั้น อาเซียนถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญ จากจำนวนประชากรที่มีถึง 600 ล้านคน ดังนั้นอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต จึงเป็นฐานผลิตสำคัญในอาเซียนต่อไป ส่วนอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตที่จะเป็นดาวรุ่งต่อไปคือ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่เอสเอ็มอีไทยกำลังขยายลงทุนไปแล้ว







