
ยักษ์สวิสเล็งร่วมทุนเอสเอ็มอีไทย
ลุยอุปโภคบริโภคมุ่งธุรกิจระยะยาวปั้นไทยฮับเอเชีย
ลุยอุปโภคบริโภคมุ่งธุรกิจระยะยาวปั้นไทยฮับเอเชีย
เอ.บาวเวอร์ยักษ์แดนสวิส ลั่นปี 2558 ตั้งหลักหาของดีเอสเอ็มอีไทยเข้าร่วมทุน วางไทยฮับส่งออกเอเชีย
ไปประเทศอื่น ส่วนปีนี้รุกเพิ่มสินค้าและช่องทางการจำหน่าย”
นายโทมัส แดทไวเลอร์ ประธาน บริษัท เอ.บาวเวอร์ แอนด์ คอมพานี ไพรเวท ลิมิเต็ด บริษัทแม่ของ เอ.บาวเวอร์ เอเชีย เปิดเผยว่า นับแต่ปี 2558 เป็นต้นไป บริษัทจะเริ่มหาธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ของไทย เพื่อเข้าไปร่วมลงทุนและพัฒนาสินค้าและส่งเสริมให้สินค้าส่งออกไปต่างประเทศได้มากขึ้น
ทั้งนี้ สาเหตุที่สนใจเข้ามาร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวและมีความแข็งแกร่ง ประกอบกับคนไทยมีความจงรักภักดีต่อสินค้าและบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทที่เน้นการเป็นพันธมิตรที่ดีในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัท เอ. บาวเวอร์ แอนด์ คอมพานี ไพรเวท ลิมิเต็ด มีรายได้ต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 800 ล้านฟรังก์สวิต
นอกจากนี้ ยังมองว่าในอนาคตประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในการเก็บสต๊อกสินค้า ทั้งจากที่ร่วมลงทุนกันและสินค้าของบริษัทที่ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์จากสวิตเซอร์แลนด์ได้ เพื่อกระจายส่งออกไปยังประเทศต่างๆ จากปัจจุบันบริษัททำธุรกิจใน 3 ประเทศในเอเชีย คือ ศรีลังกา สิงคโปร์ และไทย และรองรับแผนบุกตลาดเอเชียในอนาคต โดยที่ผ่านมาบริษัทแม่มีรายได้ปีละ 800 ล้านฟรังก์สวิส หรือเกือบ 3 หมื่นล้านบาทเชื่อว่ากลุ่มประเทศเอเชียจะมีการจับจ่ายใช้สอยกันในประเทศและมีการขยายตัวการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้อีกมาก และแม้ปัจจุบันน้ำหนักการลงทุนของ บาวเวอร์ เอเชียจะมุ่งเน้นไปที่สิงคโปร์มากกว่าไทยก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าตอนนี้เป็นจุดเริ่มที่ดีที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น
“การทำธุรกิจของบริษัทสวิตเซอร์แลนด์มักใช้เวลาตัดสินใจนาน เพราะต้องการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว ดังนั้น จึงเลือกที่จะมองหาและร่วมลงทุนกับบริษัทที่มีธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มักเน้นการเติบโตสูง” นายโทมัส กล่าว
สำหรับสถานการณ์การเมืองของไทยที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ก็มีความกังวลเช่นกัน แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะสามารถผ่านไปได้ด้วยดี เหมือนอย่างเช่นประเทศอื่นที่บริษัทเข้าไปลงทุนในประเทศ ก็ต้องเจอเหตุการณ์หรือปัจจัยอื่นมากระทบตลอด อาทิ การทำสงคราม การคอร์รัปชั่น แต่บริษัทก็พร้อมลงทุนหากมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ในอนาคต
ขณะที่บริษัท บาวเวอร์ เอเชีย เข้ามาทำธุรกิจในไทยแล้ว 6 ปี เริ่มจากการขายสินค้าแว่นตาโพลารอยด์และในปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ได้เริ่มนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น เน้นสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก อาทิ อาหารเช้าออร์แกนิกสวิคกี้ ช็อกโกแลตสวิส คอนฟิซา นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ และชามาเลสน่าจากศรีลังกา โดยผ่านตัวแทนจำหน่ายคือ บริษัท ไทยลีดเดอร์ โดยออกสินค้าใหม่คือ อาหารเช้าออร์แกนิกสวิคกี้ ช็อกโกแลตสวิส คอนฟิซา นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ และชามาเลสน่าซึ่งเป็นชาพรีเมี่ยมจากศรีลังกาที่เพิ่งนำเข้ามาจำหน่ายเพียง 10 รสชาติ และวางจำหน่ายเพียงห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ เช่น สยามพารากอน เอ็มโพเรี่ยม และเลมอนฟาร์ม
ด้าน น.ส.อมรรัตน์ จีรังกุลฤทธิ์ เจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท บาวเวอร์ เอเชีย กล่าวว่า นับจากนี้จะเน้นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้ามากขึ้น รวมถึงการเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดตั้งเป้าสิ้นปีนี้มีรายได้จากไทย 30 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 20 ล้านบาทโดยได้รับความร่วมมือจากเครือเซ็นทรัล ให้นำไปจำหน่ายเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอล์ล ในสาขาพรีเมี่ยมประมาณ 5 สาขา เช่น เซ็นทรัลเวิร์ด นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการวางแผนกระจายสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์ตัวใหม่เข้ามาอีก ซึ่งเร็วๆนี้ จะเป็นมูสลี่บาร์ ซึ่งมีส่วนผสมของโยเกิร์ต มาเจาะฐานสินค้าอาหารเช้าและกลุ่มที่รักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ นายคูด้า ฮาร์ทลาท รองประธานกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท บาวเคอร์ เอเชีย เคยแถลงข่าวว่า บาวเวอร์ เอเชีย ต้องการวางให้ไทยเป็นศูนย์กลางส่งออกสินค้าในเอเชีย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเอเชียดี ประชากรมีกำลังซื้อสูง ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ โดยบริษัทมีแผนธุรกิจนำเข้าสินค้าทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 2.กลุ่มเครื่องมือแพทย์ 3.กลุ่มธุรกิจการศึกษาโรงแรม 4.กลุ่มการท่องเที่ยว 5.ธุรกิจเป็นตัวกลางเจรจาซื้อขายระหว่างเอสเอ็มอีไทยกับผู้ประกอบการสวิตเซอร์แลนด์ และ 6.กลุ่มแว่นตา ส่วนแผนส่งออกปีนี้จะเปิดตลาดที่ลาว เวียดนาม กัมพูชา และสิ้นปีนี้มีรายได้จากไทย 30 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 20 ล้านบาท







