
"ปลุกขวัญ" ฤดูปลูกข้าว รัฐบาลหมดแรงอุ่ม-ชาวนาพึ่งฝีมือล้วนๆ
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเมื่อสุดสัปดาห์แล้ว พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้า 6
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเมื่อสุดสัปดาห์แล้ว พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้า 6 คืบ” น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง พระโค “กินน้ำกินหญ้า” น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี
พระราชพิธีฯ ที่สิ้นสุดลงไปแล้วนั้น เป็นสัญญาณให้ชาวนาเริ่มต้นการปลูกข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่พึ่งพาการทำนาน้ำฝน แม้ว่าในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาชาวนากว่า 1 ล้านครอบครัวยังคงรอเงินรับจำนำข้าวที่รัฐบาลยังค้างอยู่ 9 หมื่นล้านบาท อย่างมีความหวังก็ตาม
“เป็นที่ชัดเจนว่าการปลูกข้าวนาปีฤดูกาลนี้จะไม่มีโครงการจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลออกมารองรับ ประกอบกับผลผลิตข้าวโลกและสต๊อกข้าวในประเทศไทยมีจำนวนมาก คาดว่าราคาข้าวในปี 2557 น่าจะไม่ดีนัก และเมื่อรวมถึงปัญหาที่เกษตรกรประมาณ 1 ล้านครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว ทำให้กระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งวางแผนว่าจะมีวิธีการช่วยเหลือชาวนาอย่างไร” ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเกษตรฯ จึงเสนอแนวทางช่วยเหลือชาวนาในระยะสั้น คือ ของบกลางจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นวงเงิน 2,600 ล้านบาท จัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาแจกจ่ายให้ชาวนารายละ 10 กิโลกรัมต่อไร่ และแจกจ่ายไม่เกิน 50 กิโลกรัมต่อครัวเรือน ตลอดจนอุดหนุนค่าเคมีควบคุมศัตรูพืช โดยพุ่งเป้าหมายไปที่ชาวนาที่ยังไม่ได้เงินค่ารับจำนำข้าว
พร้อมกันนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอให้ ครม.ชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์สำหรับสหกรณ์ที่ปล่อยกู้แบบปลอดดอกเบี้ยให้กับสมาชิกประมาณ 1.8 แสนราย โดยคาดว่าจะมีวงเงินกู้กว่า 2 หมื่นล้านบาท
แต่ทว่าแผนที่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมไว้เพื่อช่วยเหลือชาวนาต้นฤดูกาลผลิต อยู่ในสภาพแผนเขียนไว้ในกระดาษ เพราะวันนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ในสภาพไร้หัว และไม่รู้ว่าจะมีอำนาจอนุมัติงบประมาณหรือไม่ จึงเป็นอันว่าชาวนามีแต่ต้องยอมรับชะตากรรม โดยที่ไม่มีความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาล
ในขณะที่ที่พึ่งสุดท้ายของชาวนา คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้เตรียมอัดสินเชื่อเข้าสู่ระบบในปีบัญชี 2557 (เม.ย. 2557-มี.ค. 2558) กว่า 5.35 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะพอแบ่งเบาภาระชาวนาแทนที่จะต้องกู้หนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสุดโหดได้
“ปีนี้ ธ.ก.ส.ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นสุทธิ 1.08 แสนล้านบาท และคาดว่าลูกค้าเก่าและใหม่ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์มากกว่า 5.7 ล้านครัวเรือน โดยมั่นใจว่าแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แต่ธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุ
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อีก 1.5 หมื่นล้านบาท และปล่อยสินเชื่อรายสถาบัน เช่น กู้สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ออมทรัพย์อีกกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะสร้างสภาพคล่องให้เกษตรกรได้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม แม้ชาวนาจะมีเงินทุนปลูกข้าวรอบใหม่ แต่ปีนี้เป็นปีที่การทำนามีความเสี่ยง หลังสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ไทยประสบภัยแล้งหนักสุดในรอบ 30 ปี และชาวนายังเสี่ยงต่อราคาข้าวเปลือกที่อาจลดลงต่อ โดยเฉพาะผลจากการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล
ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่า ตอนนี้ราคาข้าวเจ้า (ความชื้น 15%) ราคาอยู่ 7,000-7,200 บาทต่อตัน ถ้าคิดเป็นราคาข้าวสด (ความชื้น 30%) ราคาจะอยู่ที่ 5,800-6,000 บาทต่อตัน และเมื่อผลผลิตข้าวเปลือกนาปีที่เริ่มปลูกในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ออกมาในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า ราคาข้าวน่าจะไม่ตกต่ำไปกว่านี้แล้ว และราคามีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ ส่วนข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ราคาน่าจะทรงตัวที่ 950-1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็นราคาข้าวเปลือก 1.4-1.5 หมื่นบาทต่อตัน
“ผมมองว่าราคาข้าวไทยมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว และในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเดือน พ.ย.ธ.ค.ไปจนถึงต้นปีหน้า ข้าวเจ้าเกี่ยวสดน่าจะอยู่ที่ 7,000-7,500 บาทต่อตัน ที่ผมคาดการณ์อย่างนี้ เพราะ 1.ผลผลิตข้าวจะไม่มาก เพราะเจ้าของที่ดินจะไม่แห่ปลูกข้าวเหมือนตอนมีโครงการรับจำนำข้าว และมีปัจจัยภัยแล้งเข้ามาเกี่ยวข้อง 2.กลไกตลาดเริ่มทำงาน เพราะไม่มีใครปลูกข้าวแล้วอยากขาดทุน และ 3.สต๊อกข้าวรัฐบาลน่าจะเหลือไม่มากแล้ว ส่วนชาวนาจะอยู่ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับฝีมือ เพราะชาวนาบางคนมีต้นทุนปลูกข้าว 8,000 บาทต่อตัน แต่บางคนต้นทุนอยู่ที่ 4,000-5,000 บาทต่อตัน”ปราโมทย์ ประเมิน
ปราโมทย์ ทิ้งปมว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปการปลูกข้าวครั้งใหญ่ของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลใช้งบประมาณในโครงการประกันรายได้ 5.3 หมื่นล้านบาทต่อปี และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 2 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่โครงการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชาวนายืนอยู่บนขาตัวเองได้
ด้านกระทรวงเกษตรฯ เองก็ไม่นิ่งนอนใจ โดยได้มีการผลักดันนโยบายโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าวอย่างจริงจัง เพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าวจาก 71 ล้านไร่ เหลือ 43 ล้านไร่ และสนับสนุนการปลูกพืชอื่นๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่แทน ซึ่งแม้ว่าขณะนี้นโยบายระดับชาติจะยังไม่ถูกขับเคลื่อนชัดเจน แต่ได้กระทรวงมหาดไทยในการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นแกนกลางในการทำโครงการบริหารจัดการสินค้าข้าวของจังหวัดอย่างยั่งยืนแล้ว เช่น การสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวและปริมาณผลผลิตทั้งระบบ ตลอดจนความต้องการข้าวทั้งในและต่างประเทศ
อนาคตข้าวไทยและชาวนาจะเป็นอย่างไรในสถานการณ์ที่การผลิตข้าวมีคู่แข่งทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปี และมีคุณภาพดีขึ้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้รู้ พ่อค้าและต้องมาคิดหาคำตอบร่วมกัน







