
บิ๊กซีพี"ธนินท์"มองญี่ปุ่นแนะฟื้นได้ผ่านลงทุนประเทศกำลังพัฒนา
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวในงาน NHK Annual Commencement Programme : New Year’s Day “Asian Success Stories” Symposium Talking with leading CEOs of Asia ว่า ญี่ปุ่นเคยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก และถึงแม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ในส่วนตัวนั้นมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเชื่อว่าญี่ปุ่นจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแน่นอน
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวในงาน NHK Annual Commencement Programme : New Year’s Day “Asian Success Stories” Symposium Talking with leading CEOs of Asia ว่า ญี่ปุ่นเคยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก และถึงแม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ในส่วนตัวนั้นมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเชื่อว่าญี่ปุ่นจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เพราะญี่ปุ่นมีความโดดเด่นอย่างมากทั้งในด้านการผลิตและการขาย เคยเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก มีระบบการค้าที่ดี มีแบรนด์มากมายที่ส่งออกไปในหลายประเทศทั่วโลก
ที่สำคัญมีตัวอย่างแห่งความสำเร็จ มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นประสบภาวะถดถอยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบการณ์ของญี่ปุ่นในตอนนั้นสามารถนำมาปรับใช้กับภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบันของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียได้ และยังสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการเข้าไปพัฒนาหรือลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีนักลงทุน นักธุรกิจจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น กลุ่มบริษัท อิโตชู (Itochu) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น เป็นต้น นักลงทุนเหล่านั้นควรที่จะนำประสบการณ์ความสำเร็จไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา การเข้าไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาถือว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะสมและเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ
เครือเจริญโภคภัณฑ์นั้น มีประสบการณ์ลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีปรัชญา “สามประโยชน์” เป็นหลักสำคัญในการเข้าไปลงทุน 3 ประโยชน์นี้ต้องเป็นสามประโยชน์ที่ครบถ้วน ต้องเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ 1.ประเทศชาติ 2.ประชาชน และ 3.บริษัท (คือการลงทุนนั้นต้องก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศที่เข้าไปลงทุน เกิดประโยชน์กับประชาชนที่อยู่ในประเทศนั้น และจากนั้นเกิดประโยชน์กับบริษัท)
การลงทุนตามหลักปรัชญาสามประโยชน์นั้น นักลงทุนต้องเป็นผู้ให้ก่อนแล้วถึงจะค่อยเป็นผู้รับ และต้องคิดเสมอว่าประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้นเป็นประเทศของเราเอง คนในประเทศนั้นเป็นประชาชนในประเทศของเรา
ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก จำนวน 1,300 ล้านคน ในอดีตยังไม่มีเงินลงทุนที่มาจากต่างประเทศ จึงต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจในประเทศ ผลิตเอง ใช้เอง เครือเจริญโภคภัณฑ์เข้าไปลงทุนในประเทศจีนก็ได้นำเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ทันสมัยเข้าไปถ่ายทอดสู่เกษตรกร ทำให้เกิดการพัฒนาในภาคเกษตร นอกจากนี้การที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับโอกาสให้เข้าไปทำการผลิตในจีนและขายในจีน ทำให้สามารถผลิตสินค้าส่วนหนึ่งส่งไปขายยังต่างประเทศได้ด้วย (โดยสินค้าที่ผลิตจากจีนในช่วงนั้นจะได้เปรียบในเรื่องต้นทุนต่างๆ ในการผลิต เช่น วัตถุดิบการผลิต แรงงาน ที่ต้นทุนต่ำกว่าแหล่งผลิตอื่น ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าดังกล่าวได้อย่างมากกับการส่งออกไปแข่งในระดับโลก)
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีข้อดี คือ จะทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ในราคาถูกและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในประเทศนั้น
เครือเจริญโภคภัณฑ์ประสบความสำเร็จ เพราะได้เข้าไปลงทุนในประเทศที่กำลังพัฒนา และเชื่อว่าการลงทุนในประเทศที่กำลังพัฒนาจะเป็นวิธีการที่ดีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศที่กำลังพัฒนายังมีโอกาสที่จะพัฒนาต่อไปได้อีก เปรียบเหมือนคนหนุ่มสาวที่ยังเติบโตได้ ถ้าไปลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็เท่ากับลงทุนในประเทศที่อิ่มตัวแล้ว อาจเกิดฟองสบู่แตกได้







