
นักลงทุนหนีการเมืองดึงเรื่องขอบีโอไอ
บีโอไอยอมรับสภาพ นักลงทุนแหยงการเมืองหนัก ถอนเรื่องขอรับส่งเสริม
บีโอไอยอมรับสภาพ นักลงทุนแหยงการเมืองหนัก ถอนเรื่องขอรับส่งเสริม
นายอุดม วงศ์วิวัฒนไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้อาจกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนบางกลุ่มให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพราะตามเกณฑ์แล้วผู้ประกอบการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนในทันที ยังมีช่วงเวลาเตรียมตัวอีก 2 ปี นับแต่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
ขณะเดียวกัน การจะตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความมั่นใจต่อนโยบายของรัฐบาล รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ไม่มีนักลงทุนที่ขอถอนการขอรับส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกเลิกการลงทุน หรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น แต่มีการขอถอนเรื่องออกไปปรับปรุงเงื่อนไขการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งในแง่ขนาดการลงทุนและประเภทผลิตภัณฑ์
“ในส่วนของโครงการอีโคคาร์ 2 ที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมฯ เข้ามา 10 ราย ก็ไม่มีการถอนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน และคาดว่าจะไม่มีรายใดถอนคำขอ เพราะหากถอนแล้วจะไม่สามารถยื่นได้อีก เพราะบีโอไอปิดรับคำขอไปตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2557” นายอุดม กล่าว
เลขาธิการบีโอไอ ยืนยันว่า แม้ปัญหาทางการเมืองจะไร้ข้อยุติ แต่จนถึงขณะนี้คณะกรรมการบีโอไอยังทำงานได้ตามปกติ สามารถอนุมัติโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาได้ แม้ว่านายรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่งจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ผู้ที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถทำหน้าที่แทนได้ หรือมอบหมายให้ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรองประธานทำหน้าที่แทนได้
ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าอนุกรรมการบีโอไอจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 1 แสนล้านบาท
ขณะนี้ยังมั่นใจว่า คณะกรรมการจะสามารถอนุมัติโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ค้างไว้ทั้ง 400 กว่าโครงการ มูลค่า 6.6 แสนล้านบาท เสร็จทั้งหมดภายใน 34 เดือน ตามที่ตั้งเป้าไว้ เพราะขณะนี้บอร์ดยังทำงานได้ตามปกติ ส่วนยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ น่าจะอยู่ที่ 79 แสนล้านบาท หากสถานการณ์ไม่มีความรุนแรง
สำหรับนโยบายส่งเสริมฯ ฉบับใหม่ ที่เดิมจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 เป็นต้นไปนั้น คงจะต้องมีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปโดยรอให้มีรัฐบาลใหม่
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้เอกชนต้องจับตาสถานการณ์วันต่อวัน เพราะการเคลื่อนไหวของทั้สองฝ่ายมีโอกาสที่จะรบกันได้ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในไทย
นอกจากนี้ หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไปถึงปลายปี อาจทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1-2% แต่หากยืดเยื้อและเป็นไปอย่างรุนแรงจนเกิดการนองเลือดอาจทำให้จีดีพีประเทศติดลบได้
“ภาคเอกชนไม่อยากเห็นความรุนแรงจากปัญหาการเมือง อยากขอให้ทุกฝ่ายใช้การเจรจายุติปัญหา โดยเฉพาะเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เชื่อรัฐบาลรักษาการน่าจะมีความยืดหยุ่นในการเจรจากันง่ายขึ้น โดยจุดยืนของส.อ.ท.ในการหาทางออกให้กับปัญหาประเทศ คือ ควรจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ต้องมีการปฏิรูปคู่ขนานไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งได้อย่างแน่นอน” นายสุพันธุ์ กล่าว







