
อินโดฯปรับกฎดึงลงทุน
อินโดนีเซียผ่อนปรนกฎระเบียบการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติในบางอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงเภสัชภัณฑ์ โรงไฟฟ้า และโฆษณา
อินโดนีเซียผ่อนปรนกฎระเบียบการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติในบางอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงเภสัชภัณฑ์ โรงไฟฟ้า และโฆษณา
นโยบายส่งเสริมการลงทุนนี้ ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นสำหรับต่างชาติในอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์จาก 75% เป็น 85% และต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทโฆษณาได้ 51% จากเดิม 49% ขณะที่อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) โดยกฎดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์นานาชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทยาต่างชาติ มองว่า การปรับกฎการลงทุนดังกล่าวส่งผลไม่มากนักต่อการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากยังต้องอาศัยพันธมิตรท้องถิ่น แต่ประเด็นหลักคือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะหุ้นส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลลับต่างๆ ได้
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ อินโดนีเซียมียอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เติบโตในอัตราต่ำที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี หลังจากเมื่อเดือน ม.ค. รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศห้ามส่งออกสินแร่ โดยหวังจะให้มีการลงทุนโรงถลุงแร่ในประเทศมากขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวกลับทำให้นักลงทุนต่างชาติกังวลว่า อินโดนีเซียกำลังดำเนินนโยบายชาตินิยมมากขึ้น
สิงคโปร์สหรัฐจับมือสกัดคนหนีภาษี
สิงคโปร์และสหรัฐบรรลุข้อตกลงเปิดเผยข้อมูลภาษี เพื่อปราบปรามชาวอเมริกันที่หลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีด้วยการนำเงินไปฝากในต่างประเทศ
ข้อตกลงครั้งนี้สอดคล้องกับกฎหมาย FATCA ซึ่งกำหนดให้ธนาคารต่างชาติ กองทุนเพื่อการลงทุน และบริษัทประกันจะต้องส่งข้อมูลบัญชีชาวอเมริกันที่มีวงเงินสูงกว่า 5 หมื่น เหรียญสหรัฐ ให้กับกรมสรรพากรสหรัฐ โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้
บริษัทต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 30% สำหรับรายได้จากการลงทุนสหรัฐ และจะถูกห้ามไม่ได้ดำเนินธุรกรรมในตลาดทุนสหรัฐ
ภายใต้ข้อตกลงนี้ สถาบันการเงินในสิงคโปร์ซึ่งรวมถึงสาขาของธนาคารต่างประเทศจะต้องยื่นข้อมูลบัญชีธนาคารของชาวอเมริกันให้กับกรมสรรพากรของสิงคโปร์ ซึ่งจะส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานของสหรัฐต่อไป ทั้งนี้ จะมีการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวภายในปีนี้
ชี้คอร์รัปชั่นอุปสรรคธุรกิจในพม่า
ผลสำรวจขององค์การสหประชาชาติและสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์ เปิดเผยผลการสำรวจบริษัทพม่ามากกว่า 3,000 แห่ง พบว่า ประมาณ 20% ชี้ว่า การคอร์รัปชั่น เป็นอุปสรรคร้ายแรงที่สุดสำหรับการดำเนินธุรกิจในพม่า ขณะที่อุปสรรคอันดับ 2 คือ การหาแรงงานฝีมือและการเข้าถึงเทคโนโลยี
บริษัท 60% ระบุว่า จำเป็นต้องจ่ายสินบนเพื่อขอจดทะเบียนและขอใบอนุญาตต่างๆ โดยประมาณครึ่งหนึ่งจ่ายเงินพิเศษ 500 เหรียญสหรัฐ และมีประมาณสิบรายจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษสูงถึง 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ







