
ไหวไหม
วันจันทร์ที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์และความสำคัญหลายอย่างครับ เป็นวันฉัตรมงคลของไทย วันเด็กผู้ชายของญี่ปุ่น วันเดินขบวนและทำพิธีสัตยาธิษฐานของ กปปส.
วันจันทร์ที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์และความสำคัญหลายอย่างครับ เป็นวันฉัตรมงคลของไทย วันเด็กผู้ชายของญี่ปุ่น วันเดินขบวนและทำพิธีสัตยาธิษฐานของ กปปส.
แถมด้วยวันเกิดแผ่นดินไหวขนาดความรุนแรง 6.3 ทางภาคเหนือของไทย
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบงงๆ ไม่มีใครคิด ไม่มีใครคาด แต่มาทีก็ปาไปขนาดความรุนแรง 6 ซึ่งถือเป็นระดับค่อนข้างรุนแรง แถมเบ็ดเสร็จรวมอาฟเตอร์ช็อกถึงวันที่ 6 ก็เกิดรวมกันไม่ต่ำกว่า 5 รอบ แต่ละรอบลึกเป็น 10 กิโลเมตร แรงสั่นดังกล่าวลั่นเลื่อนจนทำให้บรรดาคนบนตึกสูงในกรุงเทพฯ หันหน้าถามกันว่า “ไหวไหม”
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่จังหวัดมะลูกูของอินโดนีเซีย ก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.7 ความลึก 92.2 กิโลเมตร และวันก่อนหน้านี้ที่จังหวัดซารังกานีของฟิลิปปินส์ ก็มีแผ่นดินไหวขนาด 5.1 ความลึก 37 กิโลเมตร
หากมองภาพรวมของอาเซียน แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เท่าใดนัก เพราะสำหรับบรรดาประเทศที่เป็นเกาะ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ แผ่นดินไหวถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ข้อมูลจากสถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ ระบุว่า แค่วันที่ 15 พ.ค. 2557 รวม 5 วัน ฟิลิปปินส์มีแผ่นดินไหวขนาด 2.5 ขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 23 ครั้ง
นอกจากนี้ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงมากกว่า 6.5 สูงเป็นอันดับ 2 และอันดับ 17 ของโลกด้วย
เรื่องดังกล่าวทำให้ไทยกับ 2 ประเทศดังกล่าวเหมือนอยู่กับคนละภูมิภาค แม้ภาคเหนือของเราจะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ้างเป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้อยู่ระดับรุนแรง ความตระหนักรับรู้และการเตรียมพร้อมรับมือของไทยจึงอยู่ในระดับต่ำมาก
ความเสียหายที่เกิดขึ้น ความตื่นตระหนกของคนไทยที่ปรากฏ สะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังต้องเร่งปรับปรุงหลายด้าน ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารใหม่ การดูแลอาคารเก่า การเตรียมพร้อมประชาชนรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ ตลอดจนการจัดการและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น
เรื่องสร้างอาคารใหม่ดูน่าเป็นห่วงน้อยที่สุดครับ เพราะปัจจุบันวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สภาวิศวกร และอีกหลายหน่วยงานได้พยายามผลักดันให้การก่อสร้างอาคารใหม่ๆ เป็นอาคารพร้อมรับมือต่อแผ่นดินไหวอยู่แล้ว ขณะที่การดูแลอาคารเก่าที่สร้างมานานเป็นสิบปี อันนี้น่าเป็นห่วงระดับหนึ่งครับ เพราะไม่รู้แต่ละอาคารสร้างกันมาแบบไหน คนที่ทำงานหรือใช้ชีวิตในตึกควรจะต้องรวมตัวไปทวงถามเจ้าของตึกกันอีกที
สำหรับผมเป็นห่วงด้านการเตรียมพร้อมประชาชนครับ
จริงๆ อาเซียนมีคณะกรรมการชุดหนึ่งภายใต้ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เรียกว่า คณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ (เอซีดีเอ็ม) คณะกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน (AADMER) ปัจจุบันใช้แผนปฏิบัติการปี 2553-2558 มีไทยเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบด้านการป้องกัน บรรเทา พร้อมสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน
แต่ประชาชนไทยเองยังไม่ตระหนักและพร้อมรับมืออะไรเลย
ตอนนี้เป็นจังหวะแล้วครับ ที่ภาครัฐจะประชาสัมพันธ์แบบ 360 องศา บอกคนไทยว่าต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้างหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐของเราเองก็ต้องไปเรียนรู้เรื่องแผ่นดินไหวจากเพื่อนบ้านที่เขาเกิดปัญหาบ่อยๆ ให้ละเอียด
ครั้งนี้แผ่นดินไหวขนาด 6.3 เสียหายแค่ทรัพย์สิน ครั้งหน้า ถ้าแรงกว่านี้ แต่ความพร้อมเราเท่าเดิม ไม่อยากนึกว่าจะเป็นยังไง
ถามว่าไหวไหม ตอบเลยว่า “ไม่ไหวนะครับ”







