
เปิดภารกิจประธาน สอท. หาทางรอดเอสเอ็มอี
สถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อขณะนี้กำลังสร้างผลกระทบกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
สถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อขณะนี้กำลังสร้างผลกระทบกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี อย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่พึ่งพิงตลาดในประเทศ ในโอกาสที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ของ “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงมุ่งให้ความสำคัญไปที่การแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสมาชิกที่จากทั้งหมด 7,000 กว่าแห่ง เป็นเอสเอ็มอีอยู่ถึง 80%
“สุพันธ์” กล่าวในการให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่า การให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นเอสเอ็มอีในช่วงที่ตลาดในประเทศมีปัญหานี้ นอกจากในแง่การต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนแล้ว อีกด้านหนึ่งจะต้องหาตลาดใหม่ ทำให้ในการปรับโครงสร้างการบริหารงาน ส.อ.ท. ได้ตั้งสายงานส่งเสริมการค้าชายแดนขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้าชายแดนโดยเฉพาะกับกลุ่ม CLMV หรือกัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนามมากขึ้น
แผนงานเบื้องต้นนั้นจะเป็นการประสานการทำงานกันทุกกลุ่มอุตสาหกรรมใน ส.อ.ท. รวมถึงสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชายแดนทุกจังหวัด ดึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการค้าใน CLMV เข้ามาเป็นแกนหลักในการให้คำแนะนำในทุกมิติกับเอสเอสเอ็มอีที่ต้องการทำทั้งการค้า หรือไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นแนะนำในแง่ของกฎหมาย กฎระเบียบ จับคู่พันธมิตรทางธุรกิจ ประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเร็วๆ นี้จะหารือกับปลัดแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ และต่างประเทศ
ทั้งนี้ ที่มุ่งให้ความสำคัญไปที่กลุ่ม CLMV ก่อนเพราะเป็นกลุ่มที่ผลักดันได้ง่ายที่สุดเพราะชายแดนติดกับไทยการขนส่งสินค้าสะดวก หากรวมจีนทางตอนใต้เข้าไปด้วยแล้วถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ ประกอบกับเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงเฉลี่ยปีละ 78%
แต่ที่มองเป็นประเทศเป้าหมายเพราะศักยภาพเติบโตสูงที่สุดหนีไม่พ้นพม่า ด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่าประเทศไทย กำลังเปิดประเทศนักลงทุนเข้าไปมากมีความต้องการสินค้าสูงในหลายกลุ่มสินค้า ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติของพม่ายังสมบูรณ์และสำคัญที่สุดคือเป็นประเทศที่ชายแดนติดกับไทยยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร เพียงแต่ต้องปรับปรุงในเรื่องโลจิสติกส์ เช่น ถนน ระบบท่าเรือ การขนส่ง
“CLMV เป็นตลาดที่มีศักยภาพและธุรกิจไทยสนใจไปลงทุน แต่ปัญหาคือไม่มีเจ้าภาพหลัก ทั้งรัฐและผู้ประกอบการต่างคนต่างทำ ในขณะที่เรามีข้อได้เปรียบตรงที่เรามีฐานผู้ประกอบการอยู่พอสมควรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ต่อไปนี้ถ้าเราสามารถเป็นตัวกลางของภาครัฐและเอกชนได้ผู้ประกอบการที่สนใจก็ติดต่อผ่านเราก็มีต้นทุนถูกลงได้”
ในส่วนของเอสเอ็มอีที่เน้นตลาดในประเทศ ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า จะเร่งให้สมาชิกใช้ประโยชน์จากตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น จากปัจจุบันยังมีการใช้ประโยชน์จากส่วนนี้น้อย โดยตอนนี้ได้ให้นโยบายไปถึงระดับบริหารของ ส.อ.ท.แล้วและขอความร่วมมือให้กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ รวบรวมข้อมูลของสมาชิกกลุ่มมาจัดเป็นฐานข้อมูลของ ส.อ.ท. กระจายไปยังสมาชิกอื่นๆ ได้ เป็นอีมาร์เก็ตเพลส ที่สมาชิกสามารถเข้ามาดูว่ามีผู้ประกอบการรายใดทำอะไรและสามารถติดต่อธุรกิจการค้ากันได้ รวมถึงต้องประสานกับหน่วยงานรัฐเช่นกระทรวงอุตสาหกรรม ต่างประเทศ และพาณิชย์ ที่มีเครือข่าย ช่วยโปรโมทได้ ซึ่งภายใน 23 เดือนนี้น่าจะรวบรวมข้อมูลสมาชิกได้ทั้งหมด
สำหรับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขณะนี้ ส.อ.ท. ก็พยายามที่จะส่งเสียงให้ทุกฝ่ายทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ จะหาทางดึงสถาบันการเงินเข้ามาช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้สมาชิก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลปัญหาของผู้ประกอบการเพื่อหาทางช่วยเหลือได้ถูกจุด โดยมีเป้าหมายคือให้สมาชิกที่เป็นเอสเอ็มอีมีสภาพคล่องหมุนเวียนอยู่ต่อไปได้อีก 6 เดือน เช่น อาจจะยืดหยุ่นในการชำระหนี้หลังจากนั้นเมื่อสถานการณ์การเมืองดีขึ้นการค้าขายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ประกอบการก็กลับมาเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้
“เอกชนอยากให้เหตุการณ์เข้าสู่ปกติเร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าวันที่ 20 ก.ค. 2557 ทุกพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งก็จะดีขึ้น เมื่อประเทศเราเป็นประเทศประชาธิปไตยกติกาที่ควรเดินก็คือการเลือกตั้ง อยากให้นัการเมืองเข้าใจตรงนี้ จากนั้นจะเลือกตั้งแล้วปฏิรูป หรือปฏิรูประหว่างเลือกตั้งก็ทำได้ทั้งนั้น แต่เราก็ต้องมาดูว่าในเชิงโครงสร้างทั้งหมด เศรษฐกิจเราจะปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้คอร์รัปชั่นน้อยที่สุด ไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารบ้านเมือง” สุพันธุ์ กล่าว







