posttoday
พิษแทรกแซงยางขาดทุนหมื่นล้าน

พิษแทรกแซงยางขาดทุนหมื่นล้าน

06 พฤษภาคม 2557

คำสั่งของ ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เปิดทางให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) เร่งขายสต๊อกยางพาราที่รัฐบาลรับซื้อมาในสต๊อกตามแผนแทรกแซงราคายางพารากว่า 2.2 แสนตัน กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ธุรกิจยางพารากำลังจับตามองกันเป็นพิเศษ

คำสั่งของ ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เปิดทางให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) เร่งขายสต๊อกยางพาราที่รัฐบาลรับซื้อมาในสต๊อกตามแผนแทรกแซงราคายางพารากว่า 2.2 แสนตัน กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ธุรกิจยางพารากำลังจับตามองกันเป็นพิเศษ

เพราะนี่อาจนำมาซึ่งผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อรัฐบาลและวงการยางพาราไทย

หนึ่ง น่าจะสะท้อนภาพผลขาดทุนก้อนโต

สอง ทำให้พ่อค้าทั้งในและต่างประเทศสามารถแสวงหากำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

ชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการ อ.ส.ย. เปิดเผยว่า จะเร่งนำรายชื่อคณะกรรมการบริหารสต๊อกยางพาราของรัฐบาล 2.2 แสนตัน เสนอต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อลงนามในสัปดาห์หน้า เพื่อที่จะได้เริ่มวางกรอบในการขายยางพาราในสต๊อกให้เร็วที่สุด และได้ราคาที่เหมาะสมเป็นตามกลไกตลาด โดย อ.ส.ย.จะทำให้ดีที่สุด แต่แน่นอนว่าจะไม่ได้ราคาเท่าที่ซื้อจากเกษตรกร

“ก่อนหน้าคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา สมัย ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็น รมช.เกษตรฯ เคยมีมติไม่ให้ขายยางต่ำกว่าราคาที่ซื้อ แต่มาสมัยของยุคล สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการฯ ให้ยกเลิกคำสั่งที่ 824/2555 เพื่อให้สามารถขายยางได้ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งยกเลิกเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2556 เพื่อที่จะได้ให้ อ.ส.ย.เข้ามาบริหารจัดการหรือซื้อขายยางพาราได้ เพราะหากมีเงื่อนไขดังกล่าวอยู่ก็จะทำให้ยางในสต๊อก 2.2 แสนตันนี้ ยังเป็นตัวฉุดราคายางต่อไปและจะกระทบต่อผลผลิตที่จะออกมาใหม่ แต่หากเปรียบเทียบกับโครงการข้าวของรัฐบาลถือว่าเราเสียหายไม่มาก เพราะยางเป็นสินค้าที่มีราคาและไม่เน่าเสีย หรือเสื่อมสภาพได้ง่ายเหมือนข้าว โดย อ.ส.ย.จะเน้นการขายให้โปร่งใสที่สุด เพราะรู้ว่าเรื่องนี้มีการจับตามองอยู่” ชนะชัย กล่าว

ทั้งนี้ รูปแบบการขายยางในสต๊อกนั้น อ.ส.ย. ระบุว่า อาจจะขายเป็นโกดังตามสภาพของสินค้าและจะมีเงื่อนไขให้เร่งระบายยางให้เร็วที่สุด หรือให้เอกชนที่ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าเช่าโกดัง

ชนะชัย กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้าที่มีบริษัทผู้ผลิตยางล้อจากรัสเซียได้เข้ามาเพื่อติดต่อขอดูยางของไทย แต่เนื่องจากการผลิตยางล้อของรัสเซียเป็นยางพิเศษ ในขณะที่ยางของไทยเป็นยางคุณภาพมาตรฐาน จึงไม่ต้องทำตามความต้องการของเอกชนรายดังกล่าว

อุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประกาศขายยางของกระทรวงเกษตรฯ เป็นการทำร้ายเกษตรกรไทย เพราะหลังจากที่ไทยประกาศจะขายยาง ราคายางที่ญี่ปุ่นตกลงมาทันที เพราะฉะนั้นรอดูว่าราคายางจะตกเท่าไหร่ก็เอาคูณด้วย 3.5 แสนตันต่อเดือน คือปริมาณยางที่ออกมาขณะนี้

กรณีที่ยุคลบอกว่าไม่กระทบราคานั้นเพราะไม่รู้จริง ซึ่งการประชุมเครือข่ายชาวสวนยางทั่วประเทศเมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่า ขณะนี้เกษตรกรเปิดกรีดยางแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้ถือว่าผิดพลาดที่จะขายยางในยุคขาลง โดยคาดว่าราคายางที่รัฐที่จะขายได้ไม่น่าจะถึง 40 บาทต่อกิโลกรัม เพราะหักค่าเสื่อม เกษตรกรทั้งประเทศคงออกมาตั้งคำถามว่าจะขายยางเพราะอะไร และมีใครมีส่วนได้เสียกับการตัดสินใจครั้งนี้หรือไม่

ล่าสุด ราคายางแผ่นดิบ ณ วันที่ 2 พ.ค. 2557 อยู่ที่ 61 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตของเกษตรกร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า อยู่ที่ 64.19 บาทต่อกิโลกรัม

พ่อค้ายางพารารายหนึ่งประเมินว่า การขายยางพารารอบนี้รัฐบาลน่าจะขาดทุนไม่น้อยกว่า 11.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งครบกำหนดโครงการเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2556 ใช้เงินไปทั้งสิ้น 2.2 หมื่นล้านบาท จากงบที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติใช้ในการแทรกแซงรวม 2 รอบ จำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท

ทว่า เงินที่เหลืออีก 2.3 หมื่นล้านบาท รัฐบาลกำหนดให้ต้องขออนุมัติเป็นคราวๆ ไป

ปรากฏว่างบที่ใช้แทรกแซงยางพาราไป 2.2 หมื่นล้านบาท มีการจัดซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกรเข้าเก็บสต๊อกประมาณ 2.1 แสนตัน

นอกจากนั้น ยังมีค่าบริหารจัดการ ค่าประกัน ค่าเช่าโกดังเฉลี่ยเดือนละ 2030 ล้านบาท โดยที่ผ่านมามีการใช้งบกลางไปแล้วทั้งสิ้น 200 ล้านบาทเศษ

สำหรับแผนระบายยางในสต๊อกรัฐบาล 2.2 แสนตัน เดิมนั้นรัฐบาลมีแผนจะระบายยางผ่าน 7 กระทรวง เพื่อใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งมอบนโยบายให้กระทรวงเกษตรฯ ไปรวบรวมข้อมูลโครงการ/กิจกรรมของกระทรวงต่างๆ ที่มีการใช้ยางสังเคราะห์ หรือยางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยมี 7 กระทรวงที่มีความต้องการยางไปใช้

ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งสิ้น 48 โครงการ ใช้งบประมาณรวม 9,970 ล้านบาท ปริมาณยางที่คาดว่าจะใช้ประมาณ 6,750 ตัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าจะให้ใครแปรรูปให้

อย่างไรก็ตาม จากการที่รัฐบาลเก็บสต๊อกยางไว้ 2.2 แสนตัน กว่า 2 ปี หากระบายออกมาในช่วงนี้มองว่ารัฐบาลจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท โดยคำนวณจากราคายางแผ่นดิบที่รัฐบาลรับซื้อมาในกิโลกรัมละ 100 บาท

จึงน่าจะถูกกดราคารับซื้อต่ำกว่าตลาดอย่างน้อย 34 บาท แน่นอน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน