
หุ้นไทยแกว่งรอการเมือง
ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เสี่ยงจะผันผวนสูง โดยมีปัจจัยการเมือง ยูเครนและสหรัฐ เป็นตัวแปรชี้ทิศทางตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เสี่ยงจะผันผวนสูง โดยมีปัจจัยการเมือง ยูเครนและสหรัฐ เป็นตัวแปรชี้ทิศทางตลาดหุ้น
ในวันที่ 6 พ.ค. รัฐบาลจ่อเสนอ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ 20 ก.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจาก กปปส. ที่โหมโรงเชิญแขก ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยคดีสำคัญในกลางเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งอาจส่งให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ทั้งสองฝ่ายต่างเล็งใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ผ่าทางตัน และช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง ขณะที่ฝ่ายคุมกำลังยังนิ่ง คอยคุมเชิง ไม่ให้เกิดความรุนแรง
ช่วงที่สถานการณ์การเมืองเปราะบาง กระแสข่าวลือต่างๆ อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน จึงต้อง “ฟังหู ไว้หลายๆ หู”
ในภาพรวม การเคลื่อนไหวที่ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า จะได้รับการตอบรับเชิงบวก ขณะที่การใช้ความรุนแรงหรือนำประเทศเข้าสู่ “มุมอับ” จะได้รับการตอบรับเชิงลบ บ่อยครั้งดูเป็นเรื่องยากเกินกำลังที่จะตรวจสอบข่าว จึงควรตั้งหลักให้มั่นว่า ข่าวดังกล่าวมีโอกาสเกิดมากน้อยแค่ไหน และหากเกิดจริงจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทยและพื้นฐานของบริษัทที่ท่านลงทุนอยู่หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
หากพบว่าแค่กระทบสั้นๆ ระยะยาวยังดี แต่ราคาหุ้นร่วงแรงผิดปกติ อาจเป็นโอกาสในการช้อนซื้อ ช่วงนี้จึงควรเตรียมแหล่งทุนสำรองเผื่อ “โอกาสจะมาเคาะประตูบ้าน”
เราผ่านวิกฤตการเมืองมาหลายครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทุกครั้งเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ด้านสถานการณ์ในยูเครนตึงเครียดยิ่งขึ้น จนผู้นำสหรัฐและเยอรมนีเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียในวงกว้างขึ้น โดยอาจพุ่งเป้าไปที่ภาคพลังงาน อาวุธ และการเงินของรัสเซีย มาตรการนี้ตั้งเป้าหมายที่จะส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจและการขยายตัวของรัสเซีย แต่บางส่วนหวั่นวิตกว่าการคว่ำบาตรรัสเซียอาจก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม เพราะยุโรปต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย มาตรการคว่ำบาตรจึงไม่ใช่บทสรุป สถานการณ์ในยูเครนสุ่มเสี่ยงที่จะรุกลามออกไป และอาจฉุดรั้งการฟื้นตัวของยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจโลก หากเป็นเช่นนั้นจะพลอยฉุดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งรวมถึงในตลาดหุ้นเกิดใหม่ด้วย
อย่างไรก็ดี ไทยอยู่ห่างจากยูเครนมาก ขณะที่ปริมาณการค้า การลงทุน ตลอดจนการเงินระหว่างกันมีไม่มากนัก ผลกระทบโดยตรงจึงมีจำกัด แต่ยังต้องเฝ้าระวังผลทางอ้อม
ด้านสหรัฐ สัปดาห์ก่อน เฟดลด QE ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามคาด และคงการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวไว้ และย้ำว่า เมื่อสิ้นสุดมาตรการ QE จะตรึงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดดินไปอีกพักใหญ่ๆ ตลาดการเงินโลกตอบรับดีต่อข่าวชิ้นนี้
ศุกร์ที่ผ่านมา ข้อมูลเศรษฐกิจเชิงบวกช่วยหนุนบรรยากาศการซื้อขายหุ้นสหรัฐ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 2.88 แสนตำแหน่ง ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 และสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 2.18 แสนตำแหน่ง
นอกจากนี้ อัตราว่างงานยังลดลงจาก 6.7% ในเดือน มี.ค. มาอยู่ที่ 6.3% ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง
ตลาดหุ้นเกิดใหม่แถบเอเชียน่าจะให้น้ำหนักกับข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดี มากกว่าสถานการณ์ในยูเครน
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีโอกาสพลิกผันสูง ผมยังเชื่อลึกๆ ว่าจะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวและไล่กวดตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ดี ต้องดู Valuation ของตลาดและรายหุ้นประกอบการตัดสินใจด้วย ล่าสุดค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 14.6 เท่า ของประมาณการกำไรปี 2557 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนบ้านแถบเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ 12 เท่าเศษ ตลาดหุ้นไทยยังดูเริ่มแพงเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้าน
นอกจากตามลุ้นการเมืองไทยแล้ว ต้องติดตามผลประกอบการไตรมาสแรกที่จะถูกรายงานก่อนเส้นตายกลางเดือน พ.ค. รวมถึงแนวโน้มธุรกิจที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวัง
การปรับฐานย่อยจึงเป็นโอกาสทยอยซื้อหุ้นคืน แต่เผื่อเหลือเผื่อขาด หากหลุดแนวรับใหญ่ที่ 1,380 จุด ต้องตัดขาดทุน การหลุดแนวรับนี้ต้องมีปัจจัยแรงๆ พลิกผันในทางร้าย ส่วนแนวต้านยังติดอยู่แถว 1,425-1,430 จุด
ยังแนะหาจังหวะเก็บ AOT, BTS, CPALL, DTAC, INTUCH, JAS, BCH, PTTGC, TUF, THCOM, SAMART, SPCG, KBS เป็นต้น







