
จีนกำลังก้าวสู่มหาอำนาจเทคโนโลยี
ประเทศจีนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วภายหลังเปิดประเทศเมื่อปี 2521 จากเดิมจีนผลิตสินค้าราคาถูกที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เป็นต้นว่า สิ่งทอ รองเท้า ของเล่น ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็วมากทั้งในด้านกว้าง คือ มากมายหลายอุตสาหกรรม และด้านลึก คือ ดูดซับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมากและก้าวไปสู่ด้านนวัตกรรม จนปัจจุบันได้กลายเป็นฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงที่สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ อุปกรณ์โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
ประเทศจีนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วภายหลังเปิดประเทศเมื่อปี 2521 จากเดิมจีนผลิตสินค้าราคาถูกที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เป็นต้นว่า สิ่งทอ รองเท้า ของเล่น ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็วมากทั้งในด้านกว้าง คือ มากมายหลายอุตสาหกรรม และด้านลึก คือ ดูดซับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมากและก้าวไปสู่ด้านนวัตกรรม จนปัจจุบันได้กลายเป็นฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงที่สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ อุปกรณ์โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
สำหรับเป้าหมายต่อไปของจีน คือ ก้าวทันเทคโนโลยีของประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 และท้ายที่สุดตั้งเป้าหมายเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านเทคโนโลยีภายในปี 2592 เนื่องจากมีจุดแข็งหลายประการ
ประการแรก จีนมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำนวนมาก เป็นต้นว่า จำนวนผู้จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ในแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 1.97 แสนคน ในปี 2542 เป็นมากถึง 7.6 แสนคน ในปี 2556 นับว่ามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ขณะที่รองลงมา คือ อินเดีย 5 แสนคน ญี่ปุ่น 9.5 หมื่นคน รัสเซีย 8 หมื่นคน เกาหลีใต้ 7.7 หมื่นคน ขณะที่สหรัฐจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์เพียงปีละแค่ 7 หมื่นคน
ยิ่งไปกว่านั้น มีชาวจีนจำนวนมากไปศึกษาต่างประเทศ เป็นต้นว่า ปี 2552 มีคนจีนกำลังศึกษาในสหรัฐ ระดับปริญญาโทสาขาวิศวกรรมศาสตร์ 4.03 หมื่นคน และระดับปริญญาเอกอีก 1.06 หมื่นคน โดยในจำนวนนี้ประมาณ 30% เดินทางกลับประเทศภายหลังสำเร็จการศึกษา
ประการที่สอง ผู้นำประเทศต่างมีความรู้ความเข้าใจในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างดี โดยนายเจียงเจ๋อหมิน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีคนก่อน จบสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ขณะที่นายหูจิ่นเทา ผู้นำประเทศคนต่อมาที่เพิ่งพ้นตำแหน่ง จบสาขาวิศวกรรมอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยซิงหัว และล่าสุดผู้นำประเทศคนปัจจุบัน คือ นายสีจิ้นผิง จบสาขาวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยซิงหัว
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้นว่า นายซูกวนหัว รัฐมนตรีคนก่อนซึ่งดำรงตำแหน่งปี 2544-2550 มีประสบการณ์เป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญในด้าน Remote Sensing ขณะที่นายหวานกัง รัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา จบการศึกษาปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจากเยอรมนี เคยมีประสบการณ์ทำงานด้านวิจัยและพัฒนารถยนต์ออดี้ และเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยในประเทศจีนมาก่อน
ประการที่สาม ใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยจากการประมาณการของ Battelle Memorial Institute พบว่าสหรัฐใช้จ่ายวิจัยและพัฒนามากที่สุดในโลกในปี 2556 คิดเป็นสัดส่วน 31.4% ส่วนจีนตามมาเป็นอันดับ 2 สัดส่วน 16.5% ตามมาด้วยญี่ปุ่น 10.5% และเยอรมนี 5.9% โดยจีนแซงหน้าญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนามากเป็นอันดับ 2 ของโลก นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ทั้งนี้ หากการวิจัยและพัฒนาของจีนยังเติบโตในอัตราสูงเหมือนกับปัจจุบันจะแซงหน้าสหรัฐ กลายเป็นประเทศใช้จ่ายวิจัยและพัฒนามากที่สุดในโลกในปี 2565
ประการที่สี่ กำหนดเป้าหมายหลักของการวิจัยและพัฒนาอย่างชัดเจน และมุ่งเน้นการวิจัยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ไม่ใช่ขึ้นหิ้ง โดยกำหนดสาขาเป้าหมาย เป็นต้นว่า พลังงานทดแทน ชีววิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ ฯลฯ ขณะเดียวกัน ได้พยายามส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน แทนที่จะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ โดยการใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาส่วนใหญ่ของจีน คือ 76% เป็นของภาคเอกชนที่เน้นการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ ขณะที่ภาครัฐมีสัดส่วนเพียง 24%
ประการที่ห้า ความสามารถเป็นเยี่ยมในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำมาต่อยอด ทำให้สามารถพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็ว เป็นต้นว่า อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมอากาศยาน อุตสาหกรรมผลิตรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ ภายหลังรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศไม่นานนัก ก็สามารถพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็วจนใกล้จะไล่ตามทันเจ้าของเทคโนโลยี
ตัวอย่างหนึ่ง คือ บริษัท Pearl River Piano เริ่มต้นจากร่วมลงทุนผลิตเปียโนกับบริษัท ยามาฮ่า ของญี่ปุ่น เมื่อได้รับเทคโนโลยีเพียงพอแล้ว ได้ยกเลิกการร่วมลงทุนและทำการผลิตและตลาดด้วยตนเอง เริ่มจากผลิตเปียโนราคาถูกส่งไปจำหน่ายยังสหรัฐในปี 2543 จากนั้นได้ซื้อเปียโนแบรนด์เยอรมนี คือ Ritmuller เพื่อจำหน่ายในตลาดบน จนปัจจุบันเป็นบริษัทผลิตเปียโนรายใหญ่ที่สุดในโลก







