posttoday
จับตาทึ้งกล่องดิจิทัล

จับตาทึ้งกล่องดิจิทัล

02 พฤษภาคม 2557

เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงยิ่ง สำหรับการแจกคูปองทีวีดิทัลให้กับ 22 ล้านครัวเรือน ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เคาะราคาเบื้องต้นที่ 1,000 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ารวม 2.2 หมื่นล้านบาท ที่อาจจะเกิดการรั่วไหลครั้งมโหฬารได้

เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงยิ่ง สำหรับการแจกคูปองทีวีดิทัลให้กับ 22 ล้านครัวเรือน ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เคาะราคาเบื้องต้นที่ 1,000 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ารวม 2.2 หมื่นล้านบาท ที่อาจจะเกิดการรั่วไหลครั้งมโหฬารได้

โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขให้กล่องทีวีดาวเทียม กล่องเคเบิลทีวี เข้าร่วมโครงการแลกซื้อคูปองได้ นอกเหนือจากกล่องรับสัญญาณ “เซตท็อปบ็อกซ์” เพื่อให้การรับชมทีวีดิจิทัลเข้าถึงครัวเรือนทั่วไทย ที่แปรเปลี่ยนเป็นจุดอ่อนจนทำให้การใช้คูปองแลกซื้อกล่องรับชมทีวีดิจิทัลเกิดการทุจริตได้

เพราะหากเทียบเคียงกับประสบการณ์การแจกคูปองซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน 2,000 บาท ให้ครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วม 1 ล้านครัวเรือน ของกระทรวงพลังงาน เมื่อปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 ซึ่งพบว่ามีการนำคูปองไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ กับกรณีการแจกคูปองทีวีดิจิทัลอาจไม่แตกต่างกันนัก

เช่นกรณีคูปองส่วนลดอุปกรณ์ไฟฟ้า แทนที่ประชาชนที่ได้รับคูปอง จะนำคูปองไปเป็นส่วนลดในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่กลับมีพ่อค้าหัวใสตั้งโต๊ะรับแลกคูปองเป็นเงินสดตั้งแต่ 5001,000 บาท ก่อนที่จะนำคูปอง พร้อมใบเสร็จการซื้อสินค้า สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ไปขึ้นเงินกับกระทรวงพลังงาน รับเงินไปเต็มๆ 2,000 บาทถ้วน

“ไม่ปรากฏว่ามีรายละเอียด วิธีการปฏิบัติงานที่รัดกุมและชัดเจน เช่น คุณสมบัติผู้จำหน่ายหรือร้านค้า ขอบเขตหรือหลักเกณฑ์ การนำคูปองไปใช้ ที่สำคัญไม่มีการกำหนดให้มีการบันทึกข้อมูลผู้นำคูปองมาใช้ อาทิ ชื่อ ที่อยู่ ใบเสร็จรับเงิน ที่ผู้จำหน่ายหรือร้านค้านำมาขอเบิกจ่ายเงิน” สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือเลขที่ ตผ 0012/2481 ลงวันที่ 4 พ.ค. 2555 ทักท้วงความเสียหายในโครงการคูปองส่วนลดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน

เช่นเดียวกัน กรณีการนำคูปองไปแลกซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัลก็มีช่องโหว่ให้เกิดการรุมทึ้งผลประโยชน์ก้อนโตก้อนนี้ แม้ว่า กสทช.จะมีการปรับปรุงกระบวนการและวิธีการใช้คูปองให้รัดกุมมากขึ้น

“กสทช.ได้เสนอวิธีป้องกันปัญหาต่างๆ ในการใช้คูปองไว้รอบด้าน โดยเตรียมลงทุนติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ 300 ล้านบาท ซึ่งจะติดตั้งซอฟแวร์ 3 จุด คือ ติดตั้งซอฟต์แวร์กลางที่ กสทช. ติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารจ่ายเงินของโครงการนี้ และติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองจาก กสทช. โดยประชาชนต้องนำคูปองพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปแสดงหลักฐานต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อขอแลกรับอุปกรณ์รับสัญญาณ ซึ่งตัวแทนจะตรวจสอบฐานข้อมูลมายัง กสทช. ก่อนแลกรับอุปกรณ์” ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ระบุ

นั่นเพราะหากตัวแทนจำหน่ายและประชาชนเจ้าของคูปองรู้เห็นเป็นใจที่รับแลก “คูปอง” กับ “เงินสด” โดยสมัครใจทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเรื่องยากที่ กสทช.หรือใครที่จะไปตรวจสอบได้ เพราะไม่มีทางที่จะไปตรวจสอบตามบ้านเรือนว่ามีการรับแลกกล่องทีวีดิจิทัลใหม่ไปใช้กันจริงหรือไม่

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันครัวเรือนไทยมากกว่า 70% รับชมทีวีผ่านกล่องทีวีดาวเทียมและกล่องเคเบิลทีวีอยู่แล้ว การแลกซื้อกล่องใหม่อาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นก็ได้ เพราะกล่องทีวีดาวเทียมและกล่องเคเบิลทีวีที่มีอยู่แทบทุกบ้าน สามารถรับชมทีวีดิจิทัลได้อยู่แล้ว

งานนี้หากมีบริษัทผลิตกล่องดาวเทียม กล่องเคเบิล หรือแม้แต่กล่องเซตท็อปบ็อกซ์ อุปโลกน์ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เข้ามารับแลกคูปองก็มีหวังรวยอู้ฟู่หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มข้นกว่านี้

คงต้องติดตามดูว่าขุมทรัพย์คูปอง 2.2 หมื่นล้านบาท จะตกหล่นอยู่ในมือใครบ้าง ท่ามกลางข้อเสนอของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคที่เสนอให้ กสทช. เป็นคนจัดซื้อกล่องแจกให้ถึงมือประชาชนโดยตรงจะคุ้มกว่า

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร