
"ทวีฉัตร" ซื้อหุ้น OISHI เพิ่มชอบจุดแข็ง
ไม่บ่อยครั้งจะเห็นผู้ลงทุนชื่อดัง “ทวีฉัตร จุฬางกูร” ปรากฏตัวในที่สาธารณะ แต่กลับพบว่าไปเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557
โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
ไม่บ่อยครั้งจะเห็นผู้ลงทุนชื่อดัง “ทวีฉัตร จุฬางกูร” ปรากฏตัวในที่สาธารณะ แต่กลับพบว่าไปเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 ของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา และได้แสดงตัวในการลุกขึ้นซักถามคณะกรรมการถึงแผนธุรกิจของโออิชิ ที่ตั้งเป้าหมายต้องการเป็นกูรูด้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นภายในปี 2563 ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการได้อนุมัติให้จัดตั้งบริษัท โออิชิ สแน็ค เพื่อรองรับการขยายธุรกิจอาหารว่าง
“ทวีฉัตร” ออกตัวว่า ปกติจะเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นในหุ้นที่ถืออยู่เสมอ ปีละ 5 ตัวโดยประมาณ แต่สาเหตุที่แสดงตัวในการประชุมผู้ถือหุ้นโออิชิ เพราะต้องการเพียงแค่จะทักทาย “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” เท่านั้นเอง
จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ณ วันที่ 9 เม.ย. 2557 “ทวีฉัตร” มียอดการถือครองหุ้น OISHI เป็นอันดับ 4 จำนวน 5.34 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.85% เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 27 ธ.ค. 2556 ถือหุ้นจำนวน 4.8 ล้านหุ้น หรือ 2.6%
“ทวีฉัตร” กล่าวยอมรับว่า ได้เข้าซื้อหุ้นโออิชิเพิ่ม เพราะมองเห็นว่าราคาหุ้นในระดับปัจจุบันถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในอดีตและมูลค่าของบริษัท
แม้ปัจจุบันนี้อัตรากำไรสุทธิของโออิชิจะลดลงรับผลกระทบจากการแข่งขันชาเขียวพร้อมดื่มที่รุนแรง แต่โออิชิได้กำหนดแผนชัดเจนในการรุกธุรกิจไปยัง ต่างประเทศ และมีบริษัทเครือข่ายในกลุ่มอย่างเช่น เอฟแอนด์เอ็น จะช่วยเป็นแขนขาในการขยายธุรกิจ ชาเขียวไปยังตลาดต่างประเทศ พร้อมด้วยเงินทุน แข็งแกร่ง นับเป็นจุดเด่นอันสำคัญที่คู่แข่งไม่สามารถทัดเทียมได้
นานๆ ทีจะมีโอกาสพบปะกับหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่รายสำคัญคนหนึ่งของตลาดหุ้น จึงใช้โอกาสนี้สอบถามถึงพอร์ตการลงทุนของ “ทวีฉัตร” ด้วยสภาพ ตลาดหุ้นปัจจุบัน ว่าจัดสรรการลงทุนอย่างไร
“ทวีฉัตร” ออกตัวว่า ไม่ต้องการลงลึกในรายละเอียด โดยเกรงว่าผู้ลงทุนรายบุคคลจะเข้าลงทุน ตาม และเกิดผลขาดทุนได้ แม้จะเป็นหุ้นตัวเดียวกันก็ตาม เพราะแต่ละคนต่างมีต้นทุนไม่เท่ากัน และระยะเวลาในการถือลงทุนแตกต่างกัน เพราะตัวเองมักจะถือเพื่อลงทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ดัชนีหุ้นรับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ จนทำให้ดัชนีลดลงมาโดยตลอด จนเห็นระดับกว่า 1,200 จุดในบางขณะ แต่พอร์ตลงทุนของ “ทวีฉัตร” รับผลกระทบไม่มาก เพราะได้ขายทำกำไรไปแล้วก่อนหน้านี้
“เมื่อปี 2556 ในช่วงดัชนีหุ้นปรับตัวทดสอบระดับ 1,5001,600 จุด ได้ขายเพื่อทำกำไรหุ้นออกไปก่อนแล้ว และในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงแรงๆ ดัชนีระดับกว่า 1,200 จุดนั้น เป็นจังหวะที่ได้เข้าซื้อเพิ่ม หรือแม้แต่ขณะนี้ก็ตาม แต่จะเลือกซื้อหุ้นที่ดี”
สำหรับกลุ่มที่อยู่ในจอเรดาร์การลงทุนของ “ทวีฉัตร” ในขณะนี้ ยกตัวอย่างเช่น หุ้นในกลุ่ม รับเหมาก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากราคาหุ้นที่ลดลง และหุ้นเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานของประเทศ เชื่อว่าในท้ายที่สุดการเมืองประเทศไทยคงจะมีทางออกอย่างแน่นอน
“ทวีฉัตร” ได้กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจการไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีน ในส่วนของญี่ปุ่นนั้นได้รับผลดีจากการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ คล้ายกับมาตรการคิวอีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นญี่ปุ่น ทำให้หุ้นเป็น ที่น่าสนใจในการลงทุน
ส่วนตลาดหุ้นจีนนั้น แม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่หากพิจารณาในหุ้นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลับพบว่าราคาหุ้นอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยซื้อขายใกล้ๆ กับมูลค่าหุ้นทางบัญชี (บุ๊กแวลู) แล้ว
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศเมื่อเทียบกับพอร์ตทั้งหมด ยังเป็นสัดส่วนการลงทุน ที่ไม่ได้สูง แต่ก็นับเป็นทางเลือกในการลงทุน







