
บีโอไอตั้งคณะอนุฯเคาะบิ๊กโปรเจ็กต์
บอร์ดบีโอไอ ตั้งคณะอนุฯเคาะโครงการขนาดใหญ่พิจารณาใน 3-4 เดือนชี้ภาคเอกชนขอลงทุนอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ
บอร์ดบีโอไอ ตั้งคณะอนุฯเคาะโครงการขนาดใหญ่พิจารณาใน 3-4 เดือนชี้ภาคเอกชนขอลงทุนอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ
นายประเสิรฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่ ซึ่งมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน พร้อมมอบนโยบายให้คณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ โดยย้ำให้คณะกรรมการบีโอไอ และคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งมีนายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอเป็นประธาน เร่งพิจารณาโครงการที่ค้างการพิจารณาอยู่ และขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพิจาณาอนุมัติอนุญาตคำขอต่างๆ ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างบรรยากาศในการลงทุนให้กับนักลงทุนทั้งนี้ จากการรับฟังความคิดเห็นตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการรับฟังความคิดเห็นจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร พบว่า นักลงทุนยังเชื่อมั่นในประเทศไทยและยื่นขอโครงการขอรับส่งเสริมการนลงทุนจำนวนมากจึง นับเป็นบรรยากาศที่ดี
นายประเสริฐ กล่าวว่า เพื่อกลั่นกรองโครงการที่ยื่นของรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ คณะกรรมการบีโอไอ จึงอนุมัติตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ โดยจะกลั่นกรองโครงการขนาดใหญ่ที่มีวงเงินลงทุนเกินกว่า 750 ล้านบาท ณ วันที่ 30 เมษายนนี้ มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนรวม 407 โครงการ โดยที่มีมูลค่าโครงการเกินกว่า 750 ล้านบาท มีจำนวน 136 โครงการ เงินลงทุน 521,760 ล้านบาท และโครงการลงทุนที่เงินลงทุนไม่เกิน 750 ล้านบาท มีจำนวน 271 โครงการ วงเงินลงทุน 207,241 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุน 729,000 ล้านบาท นับเป็นตัวเลขที่สูงมาก หากพิจารณาตัวเลข ณ วันนี้ และแนวโน้มการเมืองที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีและน่าจะส่งสัญญาณที่ดี เชื่อมั่นว่า เป้าหมายที่บีโอไอตั้งไว้ว่า จะมีนักลงทุนยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนตลอดปีนี้รวม 900,000 ล้านบาทน่าจะเป็นไปได้
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการจะจัดประชุมพิจารณาโครงการทุกสัปดาห์ คาดว่า จะพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 3-4 เดือนนับจากสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป โดยพิจารณาตามลำดับที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาสำหรับ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จัดลำดับความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนไว้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร เหมืองแร่ เซรามิค อุตสาหกรรมเบา โลหะภัณฑ์ เครื่องจักร ยานยนต์ เครื่องใชไฟฟ้าอิเล็กทรอนกส์ เคมีภัณฑ์ กระดาษ พลาสติก อุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมสาธารณูปโภค โครงการที่ได้รับความสนใจยื่นของรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามามากได้แก่ อุตสาหกรรมบริการและสาธาณูปโภค เช่น บริการขนส่งทางน้ำ ขนส่งทางอากาศ โรงไฟฟ้า รองลงมาคือ โครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ระยะที่ 2ส่วนเรื่องที่เข้าการพิจารณาในวันนี้
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ กล่าวว่า คณะกรรมการบีโอไอ อนุมัติให้บริษัท คาทูน นาที เซอร์วิสเซส(ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัย วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,291.88 ล้านบาทนายอุดม กล่าวถึงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกคือ ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมาว่า มีมูลค่าโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 260,000 ล้านบาท จำนวนประมาณ 200 โครงการ หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว มูลค่าโครงการ ลดลงร้อยละ 13 นับว่า น่าพอใจท่ามกลางสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ลดลงเพราะความไม่ชัดเจนในสถานการณ์บ้านเมือง นักลงทุนจึงชะลอการยื่นโครงการเอาไว้ก่อนอย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาลงทุนมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่นักลงทุนไทยกลับมียอดยื่นโครงการรับส่งเสริมการลงทุนลดลง โดยต่างชาติยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนประมาณกว่า 190,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่ต่างชาติยื่นเพียงกว่า 150,000 ล้านบาทเท่านั้น สาเหตุที่ต่างชาติยังคงเข้ามาลงทุนเพราะยังเชื่อมั่นในพื้นฐานของประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยไม่ถึงกับมีปัญหาถดถอยอย่างรุนแรงต่างชาติกลุ่มที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดคือ กลุ่มสหภาพยุโรป อันกับสองคือ ญี่ปุ่น อันดับสามคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่ง 3 เดือนแรกนี้ อีโคคาร์ได้รับความสนใจยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนถึง 138,000 ล้านบาท ส่วนเดือนเมษายน คาดว่า มียอดโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาทมากกว่าเดือนมกราคมที่มียอด 20,000 ล้านบาท กุมภาพันธ์ ประมาณ 40,000 ล้านบาท.







