
ลีโอเทคเปิดเกมรุกดิจิทัลส่ง"สมาร์ทบ็อกซ์"ขยายฐานบีทูซี
หลังจากอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ระบบจานดาวเทียม
โดย...จะเรียม สำรวจ
หลังจากอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ระบบจานดาวเทียม ระบบเคเบิลทีวี และอุปกรณ์โครงข่ายมากว่า 14 ปี จนประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้นำตลาด ด้วยการมีสัดส่วนกลุ่มลูกค้าองค์กร (บีทูบี) 50% กลุ่มลูกค้าทั่วไป (บีทูซี) 50% วันนี้ บริษัท ลีโอ เทคโนโลยี แอนด์ มาร์เกตติ้ง หรือ ลีโอเทค มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบของการดำเนินธุรกิจด้วยการหันมารุกตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไปมากขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้ลีโอเทคตัดสินใจหันมารุกกลุ่มลูกค้าบีทูซีมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากยุคอะนาล็อกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของสมาร์ทโฟนที่เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ และสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายขึ้นเพียงนิ้วสัมผัส หรือการเปลี่ยนแปลงระบบการออกอากาศของโทรทัศน์ไทยจากระบบอะนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล สิ่งดังกล่าวล้วนแต่เป็นปัจจัยหนุนให้ลีโอเทคต้องพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ประวิทย์ ชัยศิริสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ลีโอ เทคโนโลยี แอนด์ มาร์เกตติ้ง กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าทำตลาด ซึ่งแนวทางดังกล่าวเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคมีพฤติกรรมบริโภคสื่อต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ด้วยการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสมาร์ทโฟน จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเริ่มมีการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มประสิทธิภาพความแรงของสัญญาณเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น
ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว ลีโอเทคจึงเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจด้วยการเปิดตัว “ลีโอเทค สมาร์ทบ็อกซ์” หรือกล่องแปลงสัญญาณทีวีธรรมดาให้เป็นสมาร์ททีวีด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เมื่อเชื่อมต่อกล่องสมาร์ทบ็อกซ์กับทีวีลูกค้าก็สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านกล่องดังกล่าวได้มากกว่า 6 แสนแอพ
“การเปิดตัวสมาร์ทบ็อกซ์เข้าทำตลาดในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของการขยายฐานลูกค้าบีทูซีให้เพิ่มขึ้นเป็น 60% ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 50% เพราะนอกจากกล่องดังกล่าวจะรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อรับชมรายการต่างๆ เล่นเกม ดูยูทูบได้แล้ว ลูกค้ายังสามารถรับชมทรู เอนิแวร์ และช่องต่างๆ ของ 3 บีบี ได้อีกด้วย” ประวิทย์ กล่าว
ปัจจุบันกล่อง สมาร์ทบ็อกซ์ มีสินค้าเข้าทำตลาดทั้งหมด 4 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น Stick เหมาะสำหรับการพกพา เพราะมีขนาดเล็กเหมือน Thumb drive ราคา 1,990 บาท รุ่น Strong สีดำด้าน พร้อมรีโมทอัจฉริยะ ความจุภายใน 4 GB ราคา 3,990 บาท รุ่น Slim จะมีสีขาว ดูทันสมัย เรียบหรู พร้อมรีโมทอัจฉริยะ ความจุภายใน 8 GB ราคา 3,990 บาท และรุ่น Storage เหมาะสำหรับคน ชอบเก็บไฟล์มัลติมีเดีย หนัง หรือข้อมูล ขนาดใหญ่ เพราะสามารถเชื่อมต่อฮาร์ดดิสต์ SATA ได้ทั้งขนาด 2.5 และ 3.5 นิ้ว ราคา 4,490 บาท
“สมาร์ทบ็อกซ์ ที่เปิดตัวเข้ามาทำตลาดในครั้งนี้แต่ละรุ่นใช้ CPU Dual Core CRM Coretex A9, 1.5 GHZ, GPU Dual Core ARM Mali400 (3D Engine), Ram 1GB DDR3, พร้อมทั้งรองรับพอร์ต HDMI, รวมถึงพอร์ต AV, มีช่องเสียบ USB, รองรับบลูทูธ ฯลฯ พร้อมทั้ง สามารถซื้อ Accessories เสริมมา เพื่อใช้ร่วมกันได้” ประวิทย์กล่าว
ในด้านของแผนการทำตลาดกล่อง ลีโอเทค สมาร์ทบ็อกซ์ ประวิทย์ กล่าวว่า ได้เตรียมงบไว้กว่า 40 ล้านบาท เพื่อใช้ทำการตลาดผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมไปถึงการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่
“ตอนนี้ลูกค้าสามารถหาซื้อกล่องสมาร์ทบ็อกซ์ ได้แล้วตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป ร้านตัวแทนจำหน่ายซึ่งปัจจุบันมีกว่า 1,000 ราย ร้านจานดาวเทียม ร้านเพาเวอร์มอลล์ ร้านเมกาโฮม ร้านแอดไวซ์ และร้านจำหน่ายสินค้าไอที ซึ่งเร็วๆนี้คาดว่าจะสามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น” ประวิทย์กล่าวนอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ลีโอเทคมีแผนที่จะเปิดตัวสมาร์ทบ็อกซ์รุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่มฟังก์ชั่นต่างๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว คาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายกล่อง ลีโอเทค สมาร์ทบ็อกซ์ ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท
นอกจากจะให้ความสำคัญกับกล่องสมาร์ทบ็อกซ์แล้ว กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ลีโอเทค ก็จะหันมาให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะภายหลังจากนำกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลเข้าทำตลาดในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2556 จนถึงขณะนี้มียอดขายไปแล้วกว่า 3 หมื่นกล่อง
มั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลไม่ต่ำกว่า 2 แสนกล่องอย่างแน่นอน และส่งผลให้สิ้นปีมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 50% หรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าวเชื่อว่าในเร็วๆ นี้ ลีโอเทคน่าจะมีสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน







