
เปิด 7 ข้อเสนอผู้บริโภคจี้ ธปท.คุมบริการการเงิน
ในการประชุมสัมมนาผู้บริโภคประจำปี 2557 จัดโดยคณะกรรมการองค์อิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ประเด็นด้านการเงินการธนาคาร ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เนื่องจากผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน และมีการเรียกร้องมาโดยตลอด ล่าสุด มีการนำเสนอในเชิงนโยบายเพื่อให้หน่วยงานที่กำกับดูแลและตรวจสอบ ดำเนินการแก้ไข สร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค
ในการประชุมสัมมนาผู้บริโภคประจำปี 2557 จัดโดยคณะกรรมการองค์อิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ประเด็นด้านการเงินการธนาคาร ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เนื่องจากผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน และมีการเรียกร้องมาโดยตลอด ล่าสุด มีการนำเสนอในเชิงนโยบายเพื่อให้หน่วยงานที่กำกับดูแลและตรวจสอบ ดำเนินการแก้ไข สร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค
ทั้งนี้ ปัญหาหลักที่ผู้บริโภคร้องเรียน ส่วนใหญ่ยังเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจเช่าซื้อ และการถูกสถาบันการเงินบังคับขายพ่วง เช่น ปล่อยสินเชื่อพร้อมบังคับซื้อประกัน มีการคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าติดตามทวงหนี้ในอัตราสูง เป็นต้น
เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ประธานอนุกรรมการด้านการเงินการธนาคาร คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวว่า ได้รวบรวมข้อเสนอแนะด้านการเงินการธนาคารในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจำนวน 7 ข้อ คือ 1.การกำกับวิธีการขายบริการทางการเงิน โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ต่อปี ค่าธรรมเนียมทั้งหมด เพื่อความสะดวกให้ ผู้บริโภคในการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำธุรกิจเช่าซื้อ และลีสซิ่ง มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. จากเดิมที่ส่วนใหญ่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อจะได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดดอกเบี้ยจากปัจจุบันที่คิดแบบเงินต้นคงที่ (Flat rate) เป็นแบบลดต้นลดดอก (Effective rate) หรือยกเลิกวิธีคำนวณหนี้และดอกเบี้ยตลอดระยะสัญญา กรณีที่มีการชำระหนี้ก่อนกำหนด เพราะถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค รวมทั้งเสนอให้ ธปท. ออกข้อกำหนดให้ผู้บริโภคขอยกเลิกสินเชื่อได้ภายใน 7 วันนับแต่วันได้รับอนุมัติ โดยไม่มีบทลงโทษหรือค่าปรับ
2.ด้านการกำกับดูแลการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ กรณีนี้ขอให้ ธปท.อธิบายที่มาของการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของบัตรเครดิตที่คิด 20% อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลที่คิด 28% ถึงสาเหตุของความแตกต่าง รวมทั้ง ธปท.ควรออกกำหนดให้ใบแจ้งหนี้ต้องใช้ภาษาไทยแทนภาษาอังกฤษ กำหนดหลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมติดตามหนี้ที่เหมาะสม และให้สถาบันการเงินจัดทำตารางจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยตามงวดจ่ายให้กับลูกค้ารับทราบ
3.ขอให้ ธปท.ออกบทลงโทษกรณีที่สถาบันการเงินไม่ปฏิบัติตามประกาศการติดตามทวงหนี้ 4.ขอให้ ธปท.ออกกฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 5.ขอให้สถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ต้องเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 6.ในกำหนดนโยบาย มาตรการ หรือประกาศต่างๆ ธปท.ควรให้ผู้แทน ผู้บริโภคมีส่วนรวม
7.ขอให้ ธปท.เปิดเผยข้อมูลการร้องเรียนของแต่ละธนาคารพาณิชย์ต่อสาธารณชน เพื่อสร้างแรงกดดันกับสถาบันการเงิน รวมทั้งเป็นทางเลือกให้ ผู้บริโภคในการตัดสินใจใช้สินค้าและบริการ
นอกจากนี้ เดือนเด่น ยังได้เสนอบทวิจัยแนวทางการกำกับดูแลพฤติกรรมในการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยพบว่า ประเด็นการขายพ่วงสินค้าบริการทางการเงินนั้น ในกลุ่มประเทศอียู สหรัฐ แคนาดา มีกฎหมายห้ามขายพ่วงสินค้าทางการเงิน
ในเรื่องการเปิดเผยต้นทุนค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย พบว่า ธนาคารกลางสหรัฐและออสเตรเลีย มีบทบาทมากในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของบัตรเครดิต โดยให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลด้านต้นทุนให้ธนาคารกลางเพื่อกำหนดกรอบต้นทุนที่เหมาะสม
“ในขณะที่ประเทศไทยมีกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม โดยผู้บริโภคไม่ทราบ หลักเกณฑ์ ไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริง”
เดือนเด่น ระบุว่า ธปท.มีการออกกฎระเบียบต่างๆ มากมายเกี่ยวกับบริการทางการเงินแต่ไม่มีบทลงโทษ และการไม่เปิดเผยข้อมูลข้อร้องเรียนที่ผู้บริโภคมีต่อสถาบันการเงิน และเปิดต่อสาธารณะ ทำให้ปัญหา ที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเดิม ที่ไม่มีแก้ไขจนเกิดวิกฤตศรัทธาต่อการทำงานของ ธปท. ในเรื่องของการคุ้มครอง ผู้บริโภค ธปท.จึงควรมีการทบทวนบทบาทการกำกับดูแลบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์







