
ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ
จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดการชุมนุมที่ยืดเยื้อมากว่า 4 เดือน และส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาด แม้ว่าทิศทางการชุมนุมจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยไม่มีความรุนแรงหรือการปะทะกันอย่างมีนัย แต่อย่างไรก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบในเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้ เช่น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาครัฐภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังสภาวะการจ้างงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคตามมา ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของภาครัฐก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ภายใต้ภาวะสุญญากาศที่ไม่มีรัฐบาลที่แท้จริงดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบให้การดำเนินนโยบายของรัฐในหลายด้านต้องประสบกับอุปสรรคไม่สามารถเดินหน้าได้ ทำให้ความหวังเดียวในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จึงมีเพียงการฟื้นตัวจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 5% ในปีนี้ (กรอบประมาณการที่ 36%) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพียงด้านเดียวของเศรษฐกิจไทย จากอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 1.8% หรือในกรอบระหว่าง 1.3-2.4% จากที่ประมาณไว้ก่อนหน้าที่ 3% ซ
จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดการชุมนุมที่ยืดเยื้อมากว่า 4 เดือน และส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาด แม้ว่าทิศทางการชุมนุมจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยไม่มีความรุนแรงหรือการปะทะกันอย่างมีนัย แต่อย่างไรก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบในเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้ เช่น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาครัฐภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังสภาวะการจ้างงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคตามมา ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของภาครัฐก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ภายใต้ภาวะสุญญากาศที่ไม่มีรัฐบาลที่แท้จริงดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบให้การดำเนินนโยบายของรัฐในหลายด้านต้องประสบกับอุปสรรคไม่สามารถเดินหน้าได้ ทำให้ความหวังเดียวในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จึงมีเพียงการฟื้นตัวจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 5% ในปีนี้ (กรอบประมาณการที่ 36%) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพียงด้านเดียวของเศรษฐกิจไทย จากอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 1.8% หรือในกรอบระหว่าง 1.3-2.4% จากที่ประมาณไว้ก่อนหน้าที่ 3% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.8% เนื่องจากคาดว่าการลงทุนและการบริโภคจะยังไม่ฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างโดดเด่นในปีนี้ และการส่งออกอาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะไม่สดใสอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ธุรกิจสินเชื่อยังสามารถรักษาการเติบโตได้ดีตามคาดการณ์ โดยปริมาณเงินให้สินเชื่อสุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทยเดือน มี.ค. 2557 อยู่ที่ 9.54 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตถึง 8.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่เงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมที่ปรับลดลง สวนทางกับเงินให้สินเชื่อปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทย ณ สิ้นไตรมาสแรก ตรึงตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย คือ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 89.75% จาก 88.47% ณ สิ้นเดือน ก.พ. ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากการปรับตัวขึ้นของสินเชื่อภาคธุรกิจเป็นหลักโดยเฉพาะสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่สินเชื่อลูกค้ารายย่อยน่าจะชะลอการเติบโตลง จากการเพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
แต่อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับกันนะครับว่า การประคองการเติบโตของเงินให้สินเชื่อในระดับสูงราว 8% เช่นเดียวกับช่วงไตรมาสแรกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะเมื่อมองไปข้างหน้าแล้ว ยังพบว่า หลากหลายปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวตามกำลังซื้อของผู้บริโภค ที่ถูกลดทอนลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสะสมอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ส่อเค้าว่าคงหาข้อยุติที่ชัดเจนไม่ได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะบทสรุปเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่นในการลงทุนใหม่ของภาคเอกชนและการใช้จ่ายด้านการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งความต้องการสินเชื่อใหม่ของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคในระยะถัดไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่เหลือของปี 2557 น่าจะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสจบสิ้นปีที่ 57% (ค่ากลางที่ 6%) โดยเป็นการเติบโตของสินเชื่อภาคธุรกิจที่ 4.76.7% (ค่ากลางที่ 5.7%) และสินเชื่อลูกค้ารายย่อยที่ 5.5-7.5% (ค่ากลางที่ 6.5%) ส่วนแนวโน้มการระดมเงินฝาก เชื่อว่าจะยังคงเห็นภาพการออกแคมเปญเงินฝากที่จูงใจของธนาคารพาณิชย์ เพื่อรุกตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่มหรือรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้กับธนาคาร
แม้ขณะนี้สัญญาณทางลบจะมีมากกว่าทางบวก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยได้เดินมาถึงทางตันแล้วในปีนี้ ผมเชื่อว่ายังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์รอพวกเราอยู่ อย่างน้อยที่เห็นลางๆ ตอนนี้ ก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าหลักของไทย อย่างสหรัฐก็น่าเป็นอานิสงส์ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้ได้รับผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อย่างไรผมขอเป็นหนึ่งแรงใจช่วยผลักดันให้ประเทศผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้เช่นครั้งที่ผ่านๆ มา เรื่องร้ายกว่านี้เราก็ผ่านกันมาแล้ว กำลังใจและความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ อย่าเพิ่งท้อถอย และถอดใจกันนะครับ “ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ” คงต้องอดทนกันหน่อยครับ







