
มาเลย์หวังดึงจีนร่วม‘ทีพีพี’
ลุยเจรจาโค้งสุดท้ายการค้าเสรีมะกันเชื่อหนุนธุรกิจเสือเหลือง-มังกรโตแกร่ง
ลุยเจรจาโค้งสุดท้ายการค้าเสรีมะกันเชื่อหนุนธุรกิจเสือเหลือง-มังกรโตแกร่ง
มาเลเซียหวังมะกันชวนจีนร่วมโต๊ะเจรจาทีพีพี เชื่อหนุนธุรกิจเสือเหลืองโตแรง
ดาโต๊ะ ลิม ก๊ก ชง ประธานสมาคมหอการค้าจีนและอุตสาหกรรมแห่งมาเลเซีย (เอซีซีซีไอเอ็ม) กล่าวแสดงความคาดหวังว่า รัฐบาลสหรัฐจะเชิญจีนเข้าร่วมโต๊ะเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งมาเลเซียกำลังเจรจากับสหรัฐและอีก 10 ประเทศ โดยมองว่าไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้ธุรกิจ ซึ่งรวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) แดนเสือเหลืองเข้าถึงตลาดได้กว้างขวางขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจชาวจีนในมาเลเซียอีกด้วย
“จีนเป็นประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของมาเลเซีย ดังนั้นการดึงจีนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้าเสรีครั้งนี้จะยิ่งส่งผลดีต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจในประเทศ เพราะขณะนี้เป็นยุคของการค้าเสรี ดังนั้นมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กและมีตลาดจำกัด ไม่สามารถปิดกั้นตัวเองและมุ่งเน้นการทำธุรกิจภายในประเทศอย่างเดียวได้แล้ว” ประธานสมาคมหอการค้าฯ กล่าว
สำหรับความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ เดินทางเยือนมาเลเซียตามแผนยุทธศาสตร์เพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมในภูมิภาคเอเชียในวันที่ 2628 เม.ย.ที่ผ่านมา
ประธานสมาคมหอการค้าฯ แสดงความเชื่อมั่นอีกว่า การเยือนมาเลเซียของโอบามาในครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนสหรัฐในมาเลเซียมากขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูดให้นักลงทุนเหล่านี้ปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในภาคเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นอีกด้วย
กระนั้นก็ตาม ลิม แสดงความกังวลว่า รัฐบาลมาเลเซียยังต้องเร่งดำเนินการสร้างบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากสหรัฐมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งพัฒนาศักยภาพแรงงาน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนนโยบายและข้อบังคับต่างๆ เพื่อสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในการดึงดูดเม็ดเงิน ตลอดจนความรู้ด้านเทคโนโลยีและการจัดการทางธุรกิจจากนักลงทุนสหรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สอดคล้องกับความเห็นของดาโต๊ะ ซอว์ ชู บุน ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตแห่งมาเลเซีย (เอฟเอ็มเอ็ม) เชื่อมั่นอีกว่า การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีพีพีนั้น ส่งผลดีมากกว่าผลเสียต่อมาเลเซีย เนื่องจากจะเพิ่มการมีส่วนร่วมของเอสเอ็มอีในซัพพลายเชน และภาคการบริการภายในภูมิภาค รวมไปถึงช่วยให้สินค้าและบริการของมาเลเซียเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น







