
เมสเซนเจอร์สีเขียวแห่งแรกในอินเดีย
สำหรับบางคนที่เคยอาศัยอยู่ในชาติตะวันตก น่าจะเคยเห็น “เมสเซนเจอร์จักรยาน”
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
สำหรับบางคนที่เคยอาศัยอยู่ในชาติตะวันตก น่าจะเคยเห็น “เมสเซนเจอร์จักรยาน” ทว่า ในไทยเองอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนัก เพราะโดยมากก็จะมาในแบบจักรยานยนต์เสียมากกว่า เช่นเดียวกับ “ราจีฟ ซิงห์” หนุ่มชาวอินเดียเองก็ไม่คุ้นเคยเช่นกัน
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ซิงห์ได้เดินทางไปเยอรมนีเพื่อทำงาน ก่อนจะได้รับเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวคิดในทีแรกว่ามาจากบุรุษไปรษณีย์ ทว่า จริงๆ กลับมาจากเมสเซนเจอร์จักรยาน จุดดังกล่าวได้ทำให้ซิงห์เกิดแรงบันดาลใจทำธุรกิจ
“ผมชอบการปั่นจักรยาน และสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่มีคอนเซปต์แบบนี้ในอินเดียบ้าง” ซิงห์ ระบุ โดยซิงห์เองก็ชอบการปั่นจักรยานเป็นทุนเดิม เนื่องจากว่าบังกาลอร์มีปัญหาเรื่องรถติดอยู่เสมอ
หลังจากที่กลับจากเยอรมนี ชายหนุ่มแดนภารตคนนี้ก็ตัดสินใจลาออกจากงาน และมาเริ่มธุรกิจอย่างจริงจังโดยซิงห์ได้พูดคุยไอเดียธุรกิจกับ “นิรันธ์ พิมาน” เพื่อนสนิทที่สนใจร่วมลงทุนด้วย ทั้งคู่ตัดสินใจลงทุนร่วมกันและตั้ง “ไซเคลอซิตี้” ธุรกิจเมสเซนเจอร์จักรยานแห่งแรกในอินเดีย
ทั้งนี้ แม้บริษัทตั้งใหม่หลายๆ แห่งจะต้องพึ่งพาการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน แถมยังต้องแบกรับความเสี่ยงในการชำระคืน หรือคอยมองหานักลงทุน แต่สำหรับเพื่อนคู่หูคู่นี้กลับใช้เพียงเงินเก็บในการลงทุน
“ผมแค่ต้องการสำนักงานเล็กๆ รถจักรยานไม่กี่คัน และนักปั่นจักรยานไม่กี่คน ดังนั้น เรื่องเงินทุนจึงไม่เคยเป็นอุปสรรคกับพวกเรา” ซิงห์ กล่าว
กระนั้น ธุรกิจในลักษณะดังกล่าวนั้นค่อนข้างแปลกในประเทศอินเดีย จนทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความอยู่รอดของธุรกิจมากมาย ทว่า พิมานระบุว่า จุดบกพร่องที่คนอื่นๆ สงสัยเกี่ยวกับธุรกิจได้กลายเป็นแรงกระตุ้นทางอ้อมที่ทำให้แผนธุรกิจดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง และมีความละเอียด
ธุรกิจเมสเซนเจอร์จักรยานก็เริ่มด้วยการขนส่งสินค้าเพียง 56 ชิ้นเท่านั้น ทว่า ผ่านไปไม่กี่เดือน ไซเคลอซิตี้มีสินค้าที่ต้องส่งมากถึง 50-60 ชิ้นเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ผลประกอบการของธุรกิจยังโตอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงแต่เป็นธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เติบโตได้รวดเร็วแล้ว ไซเคลอซิตี้ยังเน้นกระจายงานออกไปสู่คนรุ่นใหม่ โดยได้ทำงานร่วมกับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (เอ็นจีโอ) เพื่อเปิดโอกาสให้กับเด็กๆ ด้อยโอกาสมีรายได้จากการทำงาน โดยขณะนี้มีทีมนักปั่นแข้งเหล็กถึง 12 คนแล้ว
สำหรับสิ่งของที่ธุรกิจรับส่งให้ถึงมือบุคคลตามที่ลูกค้าสั่งก็เป็นได้ทุกอย่างที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่อาหารกลางวัน เอกสาร ไปจนถึงช่อดอกไม้ โดยอัตราค่าบริการตามระยะทางและน้ำหนักของสินค้า
“ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวของเราตอนนี้คือ ขนาดและน้ำหนักสิ่งของที่เราต้องขนส่งให้ปลอดภัย เพราะถ้าสิ่งของน้ำหนักเบา แต่ขนาดใหญ่เกินไปที่จะสามารถขนบนจักรยาน เราอาจไม่สามารถส่งได้” พิมาน กล่าว
ทั้งนี้ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีธุรกิจเลียนแบบไซเคลอซิตี้มากมาย ทว่า สองเพื่อนซี้กลับมองว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้ชุมชนเมสเซนเจอร์จักรยานเติบโตขึ้น ทั้งคู่กล่าวแต่เพียงว่า สิ่งที่ต้องทำคือไปพัฒนาแผนและบริการที่ดีขึ้นให้เท่านั้นเอง







