
ปปช.ชงรื้อสัมปทานรถเมล์
เลิกขสมก.ผูกขาดใช้วิธีให้ไลเซนส์แทนเสนอเปิดประมูลรถเอ็นจีวีต้องเปิดกว้าง
เลิกขสมก.ผูกขาดใช้วิธีให้ไลเซนส์แทนเสนอเปิดประมูลรถเอ็นจีวีต้องเปิดกว้าง
ป.ป.ช.แนะ ครม.จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีต้องโปร่งใส เสนอรื้อสัมปทานเลิก ขสมก.ผูกขาด
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. มีมติรับทราบผลการศึกษาโครงการจัดซื้อรถโดยสารสาธารณะใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) 3,183 คัน วงเงิน 1.31 หมื่นล้านบาท ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ตามที่คณะอนุกรรมการฝ่ายป้องกันการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน เสนอ
ทั้งนี้ อนุกรรมการ ป.ป.ช.เสนอให้ ครม.ยกเลิกระบบการให้สัมปทานเดินรถโดยสาร หรือให้อำนาจผูกขาดแก่ ขสมก. เป็นการให้ใบอนุญาตในการเดินรถโดยสาร ซึ่ง ขสมก.จะต้องเป็นผู้ประกอบการรายหนึ่งเช่นเดียวกับเอกชน ขณะที่รัฐบาลไม่ควรจำกัดหรือบังคับให้เอกชน หรือรถร่วมบริการต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ แต่ควรเปิดทางเลือกให้กับทุกประเภทเชื้อเพลิง และต้องปรับปรุงระบบการตรวจสภาพรถเก่าและรถใหม่ทุกประเภท โดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยผู้โดยสาร
อนุกรรมการฯ ยังเสนอว่า การกำหนดร่างข้อกำหนดและขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) และเอกสารประกาศกำหนดราคาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีของ ขสมก. ควรหลีกเลี่ยงระบบการจัดซื้อแบบวิธีพิเศษ ที่อาจทำให้เกิดความไม่โปร่งใส และระบบการประมูลต้องเป็นระบบที่ตรวจสอบได้เป็นธรรม เปิดกว้างในการแข่งขันอย่างเสรีจากผู้ประกอบการจากทั่วโลก โดยเฉพาะไม่ควรกำหนดเงื่อนไขทีโออาร์ให้ผู้เข้าประมูลต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจด้านนี้เฉพาะแต่ในไทยเท่านั้น
นอกจากนี้ อนุกรรมการฯ เสนอว่า การกำหนดราคาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจะต้องเปิดเผยราคากลางและวิธีการคำนวณราคาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554 ในมาตรา 103/7 นอกเหนือจากการสืบราคาจากผู้ประกอบการรายต่างๆ แล้ว ตลอดจนนำข้อมูลที่หน่วยงานต่างๆ เคยเช่า หรือจัดหารถโดยสารประเภทเดียวกัน หรือมีลักษณะใกล้เคียงกันในอดีตมาเทียบเคียง รวมทั้งต้องมีข้อมูลต้นทุนสินค้านำเข้ามาประกอบการพิจารณาต้นทุนที่แท้จริง
“คุณสมบัติของตัวรถ ไม่ควรมีข้อกำหนดในลักษณะที่จำกัด จนทำให้มีผู้ประกอบการบางรายเท่านั้นที่เสนอราคาได้” อนุกรรมการฯ เสนอแนะ







