
"พม่า" เป้าหมายนักลงทุนเป้าหมายแบงก์
สัดส่วนของการลงทุนของไทยในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียร์มาร์ หรือ “พม่า”
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์
สัดส่วนของการลงทุนของไทยในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียร์มาร์ หรือ “พม่า” ที่เพิ่มขึ้นจาก 20–30% ในปี 2556 ที่ผ่านมา ขยับเป็น 45% ในปี 2557 นี้ ย่อมสะท้อนได้ถึงความร้อนแรงของตลาดเกิดใหม่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี เมื่อภาคเอกชนไทยเริ่มขยับตัว หลังจากที่ศึกษาข้อมูลและรอดูท่าทีมาพักใหญ่ในปีที่แล้ว โดยธุรกิจส่วนใหญ่ที่บุกตลาดจะเป็นภาคการค้า คือ การนำสินค้าจากไทยไปขายที่พม่า ส่วนแนวโน้มธุรกิจที่เตรียมจะลงทุนและมีแนวโน้มรุ่ง จะเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคทั่วไป การบริการ ก่อสร้าง และพลังงาน
ขณะเดียวกันการเปิดตลาดพม่ายังนับเป็นโอกาสใหญ่ครั้งใหม่ของ “ภาคการเงินการธนาคาร” ด้วย เพราะมีส่วนช่วยผลักดันยอดสินเชื่อธุรกิจต่างประเทศให้ขยายตัว ดังนั้น ในช่วงนี้จะเห็นว่าธนาคารใหญ่อย่างธนาคารกสิกรไทยหรือธนาคารไทยพาณิชย์ ต่างจัดงานสัมมนาที่เน้นให้ข้อมูลการทำธุรกิจในพม่าอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ยังไม่ได้วางเป้าหมายวงเงินสินเชื่อสำหรับการลงทุนในพม่าโดยเฉพาะ แต่จะขอดูเป็นรายโครงการก่อนว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งขณะนี้รูปแบบการสนับสนุนลูกค้าจะเป็นการให้ข้อมูลและหาช่องทางการตลาดให้เป็นหลัก
ขณะเดียวกันนักลงทุนที่ตัดสินใจจะลงทุนแล้ว แต่ก็ยังมีขั้นตอนอื่นๆ ที่ต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เช่น การหาพันธมิตรและการขอใบอนุญาต จึงยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับเงินลงทุน ธนาคารจึงยังประเมินไม่ได้ว่าจะต้องเตรียมเม็ดเงินรองรับภาคธุรกิจไทยไปพม่าเท่าใด
เพราะต้องไม่ลืมว่า พม่ายังไม่มีการเปิดเสรีภาคการเงิน โดยอนุญาตเพียงให้มีการตั้งสำนักผู้แทนในประเทศเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารต่างประเทศเปิดสำนักผู้แทนในพม่าอยู่ราว 35 แห่ง ในจำนวนนี้ 4 แห่งเป็นธนาคารรายใหญ่จากไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และกสิกรไทย
แม้พม่าจะมีแผนเตรียมให้แบงก์ต่างชาติประมูลใบอนุญาตเปิดสาขาได้ในปีนี้เป็นครั้งแรก โดยจำกัดปริมาณที่ราว 10 แห่ง ทว่าก็ยังเป็นเพียงแผนการนำร่องที่ธนาคารต่างๆ ยังต้องศึกษารายละเอียดอีกมาก
“การส่งเสริมลุยตลาดพม่ายังไม่มีผลต่อการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารในปีนี้ เพราะอยู่ระหว่างที่ภาคเอกชนเข้าตกลงกันอยู่ ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ภาคธุรกิจถึงจะต้องการใช้เงินลงทุน เมื่อถึงตอนนั้นก็จะมีการขอสินเชื่อจากธนาคารเพิ่มแน่นอน” ธีรนันท์ กล่าว
ธีรนันท์ ระบุว่า ระบบการเงินพม่ายังเป็นอุปสรรคที่สำคัญของภาคธุรกิจธนาคาร เพราะยังเน้นการใช้เงินสดมาก และธนาคารพม่ายังไม่คุ้นเคยกับการทำธุรกิจใหม่ๆ เช่น การปล่อยกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยง ซึ่งธนาคารกสิกรไทยพยายามทำงานร่วมกับหน่วยงานของพม่าในเรื่องการพัฒนาระบบการเงินให้มากขึ้น รองรับธุรกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงในอนาคต
พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้ง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ข้อจำกัดในการลงทุนที่พม่าที่สำคัญ คือ ความเข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นคนพม่าโอกาสและความเสี่ยงที่ยังอาศัยเพียงการบอกกล่าวหรือการเข้าไปสำรวจพื้นที่เพียงผิวเผิน ทำให้นักลงทุนไทยขาดข้อมูลที่เจาะลึก
การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ภาครัฐและหน่วยงานราชการควรเข้ามามีบทบาทในการให้ข้อมูล เพราะการที่นักลงทุนเข้าใจไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้ยังเกิดความกังวลที่จะเข้าไปลงทุน แต่เชื่อว่าในอีก 12 ปีข้างหน้า จากการที่พม่าเปิดประเทศแล้ว ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงของตลาดจะเปิดกว้างมากขึ้น และพม่าจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นเป้าหมายการลงทุนอันดับต้นๆ ของอาเซียน







