
เบี่ยงประเด็น
งานนี้ต้องมีคนที่พูดโกหก หรือพูดจากันโดยไม่มีการเตี๊ยมกันล่วงหน้า
งานนี้ต้องมีคนที่พูดโกหก หรือพูดจากันโดยไม่มีการเตี๊ยมกันล่วงหน้า
เมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เผยภายหลังเข้าชี้แจงข้อมูลกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า รัฐบาลมีข้าวสารในสต๊อก 1516 ล้านตัน เป็นข้าวที่ขายได้แล้วและรอส่งมอบ 5 ล้านตัน และมีเอ็มโอยูรอขาย 3 ล้านตัน
จึงเหลือข้าวในสต๊อกสุทธิ 7 ล้านตัน
แต่โอละพ่อเมื่ออีกไม่กี่วันถัดมา ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ให้ข้อมูลว่า ข้าวในสต๊อกมี 19.19 ล้านตัน มีภาระผูกพัน 9 ล้านตัน
ทำให้เหลือข้าวสารไม่มีภาระผูกพันกว่า 10 ล้านตัน
เป็นไปได้อย่างไรที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่นั่งหัวโต๊ะสั่งเคาะโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดมากับมือ จะมีข้อมูลสต๊อกข้าวที่แตกต่างกับข้อมูลของยรรยง ซึ่งเป็นคนที่รู้จักโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์
ในขณะที่ตัวเลขปริมาณสต๊อกข้าวที่ต่างกันประมาณ 3 ล้านตัน ช่างพอดิบพอดีและสอดรับกับผลการตรวจสอบของอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการฯ ที่ระบุว่า มีข้าวหายจากสต๊อกรัฐบาล 2.97 ล้านตัน
แต่ทว่าการต่อสู้ข้อกล่าวหาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ ป.ป.ช.พุ่งเป้าไปที่รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนสร้างความเสียหายให้ประเทศมหาศาลก่อนหน้านี้
กลับถูกบิดเบือนประเด็นเป็นอื่นไปเสีย
อย่างเช่น ประเด็นข้าวสารหายไปจากโกดัง ซึ่งเป็นการยากที่จะตรวจสอบได้ชัดเจนว่าข้าวทุกเมล็ดอยู่ที่โกดังไหนบ้าง และอยู่ครบหรือไม่ เพราะต่อให้ระดมเจ้าหน้าที่ปูพรมลุยตรวจโกดังข้าวทั่วประเทศในวันเดียว ก็คงได้เห็นแค่ตัวเลขข้าวในบัญชีเท่านั้น
เพราะข้อเท็จจริงก็คือ ประเด็นที่ ป.ป.ช.ไต่สวนและจะชี้มูลความผิดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ คือ รู้เห็นและปล่อยปละละเลยกรณีการขายข้าวจีทูจีเก๊คือ กระทรวงพาณิชย์ทำสัญญาขายข้าวให้รัฐวิสาหกิจจีน 2 แห่ง 4.8 แสนตัน โดยเปิดขายหน้าคลัง แต่มีการส่งออกข้าวเพียง 3.75 แสนตัน
คำถามจึงอยู่ที่ว่าข้าวสาร 4.5 ล้านตัน ขายให้ใคร
ด้าน ป.ป.ช.ก็มีข้อมูลอยู่แล้วว่าข้าวสารถูกขายให้พ่อค้าในประเทศ โดยมีหลักฐานเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินหลายพันใบ งานนี้ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด







