posttoday
ดึงสรรพากร-ปปส. สอบเส้นทางเงินแดง

ดึงสรรพากร-ปปส. สอบเส้นทางเงินแดง

18 พฤษภาคม 2553

ไม่ใช่แค่มาตรการ “ตัดเส้นทางเดินของเงิน” ด้วยการแช่แข็งอย่างเฉียบพลันเท่านั้น...

แต่เป้าหมายของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังต้องการตรวจสอบธุรกรรมการเงินย้อนหลังเครือข่ายเสื้อแดงถึง 9 เดือน ว่าเชื่อมโยงกับใครบ้าง

ล่าสุด พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เชิญสถาบันการเงินกว่า 80 แห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และสหกรณ์ มาซักซ้อมความเข้าใจในคำสั่งของ ศอฉ.

โดย 4 หน่วยงาน ได้แก่ ดีเอสไอ ปปง. กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะร่วมกันตั้งศูนย์พิเศษที่ในพื้นที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อตรวจสอบธุรกรรมการเงินและรับรายงานธุรกรรมการเงิน 106 ราย โดยจะเปิดตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.นี้

ทั้งนี้ สาเหตุที่ดึง ป.ป.ส.มาร่วมเพราะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการตรวจสอบเส้นทางเดินเงิน ขณะที่อีกรายงานหนึ่งระบุว่าอาจจะเป็นการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกลุ่มชายแดนไทยพม่า

พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า ธุรกรรมการเงินทุกอย่างที่จะต้องรายงานต่อศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม การใช้บัตรเครดิต การจ่ายค่างวดชำระหนี้ การตัดบัญชีเงินฝากค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งการจะเบิกจ่ายถอนเงินหรือทำธุรกรรมการเงินใดๆ สถาบันการเงินพร้อมด้วยบุคคล 106 ราย จะต้องมาด้วยตนเองเพื่อมาขออนุญาตทำธุรกรรมเป็นครั้งๆ ไป

รวมถึงบริษัทอื่นๆ เกี่ยวข้องกับ 106 ราย มีอำนาจจะต้องทำรายงานธุรกรรมด้วย และบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามกรมธรรม์ หรือจ่ายเงินปันผลหรือผลประโยชน์อื่นใดให้กับ 106 ราย ก็ต้องรายงานด้วย

โดยคณะทำงานของ ศอฉ. จะพิจารณาอนุญาตให้ภาย 1 วันทำการ

สำหรับบุคคลหรือนิติบุคคล 106 รายต้องการที่จะทำธุรกรรมทางการเงิน จะต้องมีการระบุตัวตนและตรวจสอบตัวตันของลูกค้าให้ใช้เอกสารข้อมูลหลักฐานอ้างอิงได้จากทางการราชการ ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับจุดประสงค์และเจตนาของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ข้อมูลที่แสดงให้เห็นที่มาทางการเงินของลูกค้า รวมถึงการรฝากเงิน หรือถอนเงิน หรือากรทำนิติกรรมสัญญาใดทางการเงิน ทางธุรกิจ การดำเนินเกี่ยวกับสินทรัพย์จะต้องมีข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือพยานหลักฐานมีที่มาโดยชอบด้วยกฎหมายสุจริต

ธาริต กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ ศอฉ.จะมีการประกาศรายชื่อที่จะต้องถูกสั่งห้ามทำธุรกรรมการเงินอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ส่วนที่จะต้องควบคุมธุรกรรมการเงินวัดพระธรรมกาย หรือนักการเมืองท้องถิ่น หรือแกนนำกลุ่ม นปช. ในต่างจังหวัดเพิ่มอีกหรือไม่นั้น ธาริต กล่าวว่า ไม่สามารถบอกได้ ขึ้นอยู่การตัดสินใจของ ศอฉ. สำหรับ 106 รายที่ถูกศอฉ. สั่งห้ามทำธุรกรรมการเงินทุกอย่างไม่ว่าจะฝากเงินถอนเงิน หรือปกติจะมีการหักเงินจากบัญชีเพื่อชำระค่าระบบสาธาณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ การจ่ายเงินชำระหนี้ต่างๆ การชำระหนี้ค่างวดเงินกู้ ต่างๆ รวมถึงการใช้กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม การใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าก็ถูกระงับ รวมถึงการสั่งซื้อขายหุ้น หรือทำสัญญานิติกรรมต่างๆ ก็ห้ามทั้งนั้น รวมถึงเช็คสั่งจ่ายก็ไม่ได้

แต่ยังมีช่วงเว้นว่างของประกาศของศอฉ.ฉบับนี้ยังไม่ครอบคลุมสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์(นันแบงก์) บริษัทเช่าซื้อ นั่นหมายความว่าถ้ามีการใช้ช่องทางการเงินนี้ยังพอได้อยู่ นำบัตรบัตรเครดิตที่ออกโดยนันแบงก์ หรือการใช้บริการของบริษัทเช่าซื้อ

การตัดเส้นทางการเงินของ 106 ราย หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินจะต้องนำเอกสารหลักฐานความจำเป็นใช้เงินไปพร้อมๆกับสถาบันการเงิน ซึ่งไม่อนุญาตที่จะให้ใช้การมอบอำนาจ หรือตัวแทน อย่างไงก็ต้องไปด้วยตัวเอง เพื่อที่จะชี้แจ้งหรือขอผ่อนผัน ในการนำเงินในบัญชีหรือทำธุกรรมอันใด ที่พิสูจน์ได้ว่ากระทำด้วยความสุจริตจริงๆ โดยศูนย์งานพิเศษของ (ศอฉ.) (ที่มี 4 หน่วยงานคือปปง. ปปส. ดีเอสไอ กรมสรรพากร ร่วมกันเป็นทีมงานในการตรวจเส้นทางการเงินของ 106 ราย ) ซึ่งจะพิจารณาและส่งเรื่องให้ศอฉ.ให้พิจารณาอนุญาตเป็นคราวๆไป โดยกำหนดว่าจะใช้เวลาการพิจารณาใน 1 วันทำการ

ธาริต กล่าวอีกว่า ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 106 ราย ที่ถูกขึ้นบัญชีดำทำธุรกรรมทางการเงิน หากเป็นกรรมการหรือผู้มีอำนาจในการลงนามในบริษัทอื่นที่จะมีการทำธุรกรรมผ่านสถาบันการเงิน จะต้องแจ้งขออนุญาต ศอฉ.ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม บรรดาตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์มีข้อกังวล อาทิ การห้ามแม้กระทั่งธุรกรรมตัดบัญชีเงินฝาก ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ สินเชื่อบ้าน อาจก่อให้เกิดปัญหาเอ็นพีแอล และมีภาระต้องตั้งสำรอง ตามมา ซึ่งที่ประชุมชี้แจงว่าให้ทำเรื่องผ่อนผันและระยะเวลาของการตัดธุรกรรมทางการเงินไม่ยาวขนาดนั้น

นอกจากนี้ ตัวแทนหลายธนาคารส่งเสียงสะท้อนว่า ประกาศมีผลบังคับตั้งแต่ 00.00 น.ของวันที่ 17 พ.ค.แต่ธนาคารไม่ทราบเรื่องเลย ซึ่งที่ประชุมแย้งว่า อ้างว่าไม่ทราบไม่ได้ เพราะออกข่าวทั้งโทรทัศน์ และสื่ออื่นๆ อย่างไรก็ดี รายชื่อผู้เข้าข่ายจะมีออกมาอีก ที่ประชุมจะเตรียมช่องทางให้ข้อมูลและติดต่อเพื่อให้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนั้น ธนาคารระบุอุปสรรคว่า บางสาขาอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ไม่สามารถเข้าไปเอาเอกสารที่เป็นข้อมูลธุรกรรมย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 255217 พ.ค. ได้ จึงเกรงจะส่งรายงานและทำเรื่องผ่อนผันไม่ทันวันที่ 20 พ.ค. ที่ประชุมชี้แจงว่า จะตรวจสอบเจตนา ว่าทำไม่ได้จริงๆหรือไม่ได้ทำ เพราะสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะมีหลังบ้าน (แบ็คออฟฟิศ) ในจุดต่างๆ

สำหรับข้อยกเว้นเดียวที่ไม่ต้องรายงาน ได้แก่ธุรกรรมที่ทำผ่านนันแบงก์ อาทิ สินเชื่อเช่าซื้อ บัตรเครดิตที่ออกโดยนันแบงก์

แสงชาติ วนิชเวทย์พิบูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ธนาคารไม่เคยเจอมาก่อน และค่อนข้างฉุกเฉิน และเท่าที่ฟังแนวทาง เชื่อว่าจะมีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 106 รายชื่อ เพราะผู้ที่เข้าข่ายรายใดที่เข้าไปถือหุ้น หรือมีอำนาจในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

“ใครที่เข้าข่ายให้ไปติดต่อสถาบันการเงิน เพื่อทำเรื่องผ่อนผัน โดยบุคคลนั้นพร้อมกับธนาคาร จะต้องเดินทางไป ศอฉ.ด้วยกัน ทำเรื่องขอผ่อนผันเป็นรายกรณี ในแต่ละครั้ง หมายรวมถึงธุรกรรมที่ตั้งไว้แบบอัตโนมัติผ่านระบบอิเล็กทรอ นิกส์ด้วย” แสงชาติ กล่าว

สิริมาศ วัฒนะโชติ รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ให้ธนาคารยึดแนวทางเดิมที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปปง. แตกต่างแค่ครั้งนี้ได้เชื่อมโยงเข้ากับ ศอฉ. เท่านั้น แต่ที่ห่วงคือคนที่มีชื่อ นามสกุลซ้ำกันกับคนที่เข้าข่าย เพราะข้อมูลเบื้องต้น ชื่อ นามสกุลยังผิดอยู่ ทางธนาคารจึงต้องการข้อมูลที่ละเอียดจาก ศอฉ. ไม่ว่าจะเป็นเลขที่บัตรประชาชน รูปพรรณสัณฐาน เพราะในอดีตเคยเกิดคดีผิดตัว ทำให้ลูกค้าฟ้องร้องธนาคารมาแล้ว

เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การประกาศของ ศอฉ. น่าจะมาจากการเคลื่อนไหวกระแสเงินของกลุ่มคนเหล่านี้เชื่อมโยง หรือมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงจริง

จากข้อมูลการข่าวได้มีการตรวจพบความผิดปกติของเส้นทางการเงินในกลุ่มคนที่เป็นเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รายหนึ่ง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีการเบิกเงินสดจากสถาบันการเงินต่างๆ โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงกว่า 2 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 115 พ.ค. มีการเบิกเงินสดจากสถาบันการเงินต่างๆ อีกประมาณ 7,000 ล้านบาท

น่าสงสัยว่าจำนวนเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช. หรือไม่ และเงินดังกล่าวได้นำไปใช้ในการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายที่กำลังปฏิบัติการล้มล้างอำนาจรัฐในขณะนี้หรือไม่

นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ได้มีเงินมากมายอะไร แต่มองว่ามาตรการของ ศอฉ.เป็นการเหวี่ยงแห ละเมิดสิทธิประชาชน เพราะเชื่อว่าคนที่มีรายชื่อตามประกาศรวมทั้งแนวร่วม นปช. ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ทั้งนี้จะฟ้องร้อง ศอฉ. ที่กระทำการลุแก่อำนาจเช่นนี้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน