
ชัชชาติแนะปรับแผนรับกิจการบินเอเซียพุ่ง
"ชัชชาติ"คาดปี2583มาร์เก็ตแชร์ด้านการบินแถบเอเซียแปซิฟิกเพิ่มเกือบเท่าตัวหน่วยงานรัฐต้องวางแผนรองรับให้สอดคล้อง
"ชัชชาติ"คาดปี2583มาร์เก็ตแชร์ด้านการบินแถบเอเซียแปซิฟิกเพิ่มเกือบเท่าตัวหน่วยงานรัฐต้องวางแผนรองรับให้สอดคล้อง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการรมว.คมนาคม เปิดเผยในการประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานการบินว่า กิจการด้านการบินในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นกว่าแถบยุโรป และอเมริกาเหนือแล้ว โดยในในปี 2554 เอเชียแปซิกมีส่วนแบ่งการตลาดด้านการบินประมาณ 29% อเมริกาเหนือ 27% ยุโรป 26% และคาดว่าในปี 2583 เอเชียแปซิฟิกจะมีส่วนแบ่งการตลาดด้านการบินเพิ่มขึ้นเป็น 40% ฉะนั้นต้องเตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ซึ่งกิจการด้านการบินไทยเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน กระทรวงคมนาคมจึงพยายามให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประสานงานร่วมกัน เพื่อใหัการพัฒนากิจการด้านการบินเติบโตไปพร้อมกัน
"การที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินนั้น ผมเห็นว่าเป็นไปได้ แต่ต้องดูว่าปัญหา คือ อะไร เหตุใดสายการบินไม่มาเมืองไทยมากกว่านี้ เกิดคอขวดจุดใด มีคอขวดแนวเส้นทางของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด(บวท.)หรือไม่ หรือการรองรับของสนามบินสุวรรณภูมิมีความคับคั่ง ดังนั้นการวางแผนขยายต้องสอดคล้องกับความต้องการในอนาคต”นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวว่า กิจการด้านการบินมีความสำคัญกับไทยมากขึ้นอย่างมากต่อเนื่อง สังเกตได้จากการเดินกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พบว่าท่าอากาศยานดอนเมืองมีปริมาณเที่ยวบินในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 35% ในขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 9% จากปกติ
“เส้นทางที่มีประชาชนใช้บริการเด่นชัดสุด คือ กรุงเทพ-เชียงใหม่ เดิมคาดการณ์ว่า คนจะใช้บริการรถโดยสารของบริษัท ขนส่ง (บขส.)จำนวนมาก แต่เอาเข้าจริงไม่เป็นแบบนั้น เนื่องจากมีผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟ 9,000 คน รถโดยสาร บขส. 18,000 คน และทางเครื่องบินประมาณ 120,000 แสนคน เพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่า เนื่องจากการเดินทางโดยเครื่องบินช่วยประหยัดเวลา ประกอบกับค่าโดยสารถูกลง จึงมีแนวโน้มที่จะมีผู้ใช้เครื่องบินเดินทางมากขึ้น คาดว่าการเดินทางโดยเครื่องบินต่อไปจะไม่ใช่เฉพาะเที่ยวบินในประเทศเท่านั้น เพราะในอนาคตแนวโน้มทั่วโลกจะเป็นเช่นเดียวกัน”นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวว่า การพัฒนากิจการด้านการบินที่ส่งผลชัดเจน คือ ความเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) โดยในปี 2552 กิจการการบินของไทยส่งผลต่อการเติบโตต่อจีดีพีไม่ถึง 1% ขณะที่สิงคโปร์จีดีพีโต 5% ซึ่งการพัฒนากิจการด้านการบิน หรือการเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคนั้น จะต้องมองภาพรวมในการพัฒนารองรับทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซ่อม การผลิตชิ้นส่วน การเทรนนิ่ง การออกใบอนุญาตนักบิน ซึ่งปัจจุบันยังยุ่งยากอยู่จึงต้องมีการแก้ไขในส่วนนี้
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบงานของตนให้ดี เช่น สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.) ต้องเตรียมหลักสูตรพัฒนาการบิน ทอท.ทำหน้าที่ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีตัวชี้วัดของการเป็นศูนย์กลางทางการบินด้วยว่าควรมีอะไรเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนเช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่สามารถดึงสายการบินเข้าไปที่สิงคโปร์ และเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปยังประเทศอื่น ดังนั้นการเป็นศูนย์กลางการบินจะต้องสามารถต่อเชื่อมในการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องเวลาต่อเครื่องในการเดินทาง ส่วนการบินไทยจะต้องพิจารณาแนวทางการดำเนินงานและยุทธศาสตร์บริษัทให้เหมาะสม ซึ่งการแยกสายการบินไทยสมายล์ออกมาถือเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวของการบินไทยแล้ว”นายชัชชาติ กล่าว
สำหรับผลผลิตอ้อยในปี 2556/2557 มีผลผลิตอ้อยทั่วประเทศ 45 ล้านตัน คณะกรรมการกองทุนอ้อยและน้ำตาลจะต้องดำเนินการกู้เงินมาจ่ายชดเชยให้กับชาวไร่อ้อยตันละ 153 บาท วงเงินประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ส่วนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์และร้อยเอ็ดมีผลผลิตอ้อย 4 ล้านตัน ซึ่งจะต้องได้เงินชดเชย 630 ล้านบาท.







