
พ.ค.นี้เลือกระบบชิปการ์ด
กรช.เผยสนใจเสนอตัวมากกว่า3รายแบงก์ลุ้นให้มาตรฐานอีเอ็มวีผ่านเข้าป้าย
กรช.เผยสนใจเสนอตัวมากกว่า3รายแบงก์ลุ้นให้มาตรฐานอีเอ็มวีผ่านเข้าป้าย
กรช.เตรียมเคาะมาตรฐานและหลักเกณฑ์บัตรเอทีเอ็มและเดบิตแบบชิป
แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการคักเลือกมาตรฐานของระบบชิปและแอพพลิเคชั่นที่จะนำมาใช้ในระบบบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตของไทย ว่า คณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) จะมีการประชุมวันที่ 6 พ.ค.นี้ คาดว่าจะสามารถคัดเลือกได้ว่าจะใช้มาตรฐานชิปและแอพพลิเคชั่นในระบบใด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรช.ได้ผ่านความเห็นชอบกรอบการคัดเลือกแล้ว โดยขณะนี้มีบริษัทมากกว่า 3 ราย ที่เสนอระบบชิปมาให้คัดเลือก ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์ในการเลือกและเปรียบเทียบให้ดีที่สุด โดย กรช.กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเปลี่ยนบัตรทั้งหมด รวมทั้งตู้เอทีเอ็ม จากปัจจุบันที่รองรับระบบแถบแม่เหล็กเป็นรองรับชิปได้ ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2558 เพื่อให้บัตรแบบชิปเริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป
“กรอบทุกอย่างผ่านความเห็นชอบจาก กรช.แล้ว อยู่ที่ว่าเลือกมาตรฐานชิปแบบใด และใช้แอพพลิเคชั่นใดที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับไทยมากที่สุด”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเปลี่ยนบัตรเป็นระบบชิปในไทยจะช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย แต่การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานี้ก็มีข้อดีที่ทำให้ไทยสามารถเลือกระบบที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด และแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดกับประเทศเพื่อนบ้านได้
ด้าน นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร ธปท. ในฐานะกรรมการ กรช.กล่าวว่า กรช.อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดการเปลี่ยนระบบบัตรจากแถบแม่เหล็กเป็นชิป คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ เมื่อได้หลักการหรือกรอบมาตรฐานบัตรที่ชัดเจน บัตรทุกใบพูดเป็นภาษาเดียวกันก็จะสามารถเชื่อมโยงระบบการเงิน และเชื่อมโยงกับกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ได้ทันที ไม่น่าจะมีปัญหา
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาตรฐานระบบชิปมีทั้งของวีซ่า มาสเตอร์ ยูโรเพย์ หรืออีเอ็มวี นอกจากนี้ ยังมีไชน่า ยูเนียนเพย์ ของจีนด้วย แต่คาดว่า หาก ธปท.จะคัดเลือกน่าจะอยู่ในอีเอ็มวี ซึ่งเป็นต้นตำรับที่มีมาตรฐานดีที่สุดในขณะนี้ นอกจากนี้ ยังมีแอพพลิเคชั่นที่ ธปท.ต้องคัดเลือกด้วยว่าจะใช้ของรายใด หรือเขียนขึ้นเอง
ทั้งนี้ จากข้อมูล ธปท. ณ สิ้นเดือน ก.พ. บัตรพลาสติกทั้งระบบมี 76.2 ล้านใบ แบ่งเป็นบัตรเครดิต 18.75 ล้านใบ บัตรเอทีเอ็ม 14.63 ล้านใบ และบัตรเดบิต 42.82 ล้านใบ และมีตู้เอทีเอ็มรวม 4.455 หมื่นตู้







