
นักลงทุนฮึกเหิม ตลาดเอเชียคึกคัก
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบที่สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเล็กน้อย ระหว่าง 32.1532.45 ต่อเหรียญสหรัฐ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบที่สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเล็กน้อย ระหว่าง 32.1532.45 ต่อเหรียญสหรัฐ
ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวผันผวนมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสที่จะโน้มอ่อนค่าลง เนื่องจากปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทางค่าเงิน คือ การประกาศตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐ จีน และยูโรโซน รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หากตัวเลขพีเอ็มไอของประเทศพัฒนาแล้วออกมาสดใส จะเป็นผลบวกต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะจีนซึ่งมีผลต่อประเทศในเอเชียมาก เนื่องจากพีเอ็มไอภาคการผลิตเป็นเครื่องชี้นำที่แสดงถึงกิจกรรมในภาคธุรกิจ ซึ่งมักชี้นำการส่งออกได้ในระยะต่อ หากพีเอ็มไอออกมาดี มักจะเห็นการส่งออกปรับดีขึ้นในอีก 23 เดือนถัดไปเช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากพีเอ็มไอของจีนออกมาไม่ดีเท่าที่ตลาดคาดการณ์ อาจทำให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในเอเชีย และสินทรัพย์เอเชียเช่นเดียวกัน ซึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พีเอ็มไอของจีนได้สะท้อนว่าภาคการผลิตของจีนชะลอลงอย่างชัดเจน
ส่วนการประชุม กนง. ของ ธปท. คาดว่าจะมีผลต่อค่าเงินบาทไม่มากนัก ยกเว้นแต่ผลการประชุมจะไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ นักวิเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปตามมุมมองของกสิกรไทย โดยมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อรอดูพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย การปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก ในสถานการณ์ที่การเมืองยังคงไม่คลี่คลาย และระดับหนี้ของคนไทยยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ผลจากการปรับลดดอกเบี้ยคราวที่แล้วของ กนง. ยังไม่ได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงมากนัก ถึงแม้ว่าอัตราการกู้ยืมของภาคธุรกิจจะลดลงตามยิลด์พันธบัตรรัฐบาล แต่ส่วนต่างระหว่างอัตราการกู้ยืมของรัฐบาลและภาคเอกชนกลับปรับสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยและการถือครองพันธบัตรไทยมีมากขึ้น โดยหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเดือน มี.ค. ยิลด์ของหุ้นกู้ตลาดรองที่มีการซื้อขายมากไม่เปลี่ยนแปลงนัก โดยกลุ่มอายุประมาณ 1 ปี (เครดิต AAA) ซื้อขายที่ 2.9-2.95% จากเดิม 2.85-2.9% นอกจากนี้ กลุ่มอายุ 23 ปี (อันดับเครดิต A+) ซื้อขายที่ 3.8-3.85% และกลุ่มอายุ 3.5 ปี (เครดิต A) ซื้อขายที่ 4.2-4.25% สำหรับตลาดแรกมีการประมูลหุ้นกู้กลุ่มพลังงาน (เครดิต A) อายุ 37 ปี ปริมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไป
ในช่วงสัปดาห์ปีใหม่ไทยที่ผ่านมา ได้เห็นค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เอเชียอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน แต่ถึงแม้เงินบาทจะแข็งค่า แต่ไม่สามารถทะลุผ่านแนวรับสำคัญที่ 32.18 ไปได้ ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ย 50 วัน
ปัจจัยที่หนุนให้สกุลเงินเอเชียกลับมาแข็งค่า คือ ปัจจัยบวกจากคำกล่าวของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งกล่อมให้ตลาดมั่นใจว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ได้สำเร็จ โดยนางเยลเลน กล่าวว่า เฟดยังห่างไกลจากเป้าหมายมาก ทั้งในแง่ของการฟื้นตัวของภาคการจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ต่ำเกินไป
นอกจากนี้ นางเยลเลน มองว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้เท่าระดับศักยภาพในปี 2559 ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ย จะยังไม่เกิดขึ้นในปีหน้า ดังเช่นที่บรรดานักลงทุนคาดไว้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจีดีพีของจีนที่ออกมาสูงกว่าตลาดคาด และความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ปรับลดลง ล้วนทำให้นักลงทุนมีความกล้าเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย โดยค่าเงินอินเดีย รูปีแข็งค่ามากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเงินเอเชีย ตามมาด้วยค่าเงินบาท โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้น 3,200 ล้านบาท และตลาดพันธบัตรไทยสุทธิ 4,700 ล้านบาท
เงินเหรียญสหรัฐเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ โดยค่าเงินเยนและค่าเงินยูโร ปรับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่ความตึงเครียดในยูเครนปะทุขึ้น ทำให้นักลงทุนมีความต้องการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย อาทิ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ นอกจากนี้เงินเยนยังได้รับแรงหนุนจากคำกล่าวจากผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (นายคูโรดะ) กล่าวว่า เขาคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้เงินเยนปรับอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบสัปดาห์ แต่หลังจากความตึงเครียดในยูเครนลดลง ทำให้เงินเยนกลับอ่อนค่าตามเดิม ขณะที่เงินยูโรสิ้นสุดสัปดาห์อีสเตอร์ด้วยการคงระดับการแข็งค่า ถึงแม้ว่าประธานธนาคารกลางยูโรโซน (อีซีบี) นายดรากี จะออกมากล่าวถึงความเป็นไปได้ที่อีซีบีจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม สำหรับสัปดาห์หน้า ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของค่าเงินเยน คือ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ซึ่งจะสะท้อนถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีการบริโภคไปเมื่อต้นเดือน เม.ย. ส่วนค่าเงินยูโร ต้องจับตาตัวเลขพีเอ็มไอซึ่งจะสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยูโรโซน







