
รวยสุดขั้ว จนสุดขีด
ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยเป็นปัญหาปราบเซียนที่หลายประเทศพยายามแก้ แต่ช่องว่างกลับยิ่งขยายห่างมากขึ้น
ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยเป็นปัญหาปราบเซียนที่หลายประเทศพยายามแก้ แต่ช่องว่างกลับยิ่งขยายห่างมากขึ้น
บลูมเบิร์ก หยิบยกเรื่องราวในอินโดนีเซียที่สะท้อนถึงภาวะไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวยสุดขั้วจนสุดขีด ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนเช่นกัน
ในขณะที่ เทดี คุเมอาดี มีรายได้เดือนละ 87 เหรียญสหรัฐ (ไม่ถึง 2,800 บาท) จากการขี่จักรยานเก่าๆ ตระเวนขายกาแฟย่านตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา แต่ในงานเทคโนไบค์ใกล้ๆ กันนั้น จักรยานแบรนด์ดัง “แลมโบร์กินี” กลับขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่สนนราคาแพงระยับถึง 2.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 8 แสนบาท)
ภาพคนละขั้วระหว่างคนจนแบบคุเมอาดีที่ต้องตรากตรำทำงานกลางอากาศร้อนๆ วันละ 14 ชั่วโมง กับลูกค้าฐานะมั่งคั่งที่สั่งซื้อจักรยานราคาแพงๆ สะท้อนว่าการจะลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในอินโดนีเซีย จึงเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายและเป็นความท้าทายของ “ผู้นำคนใหม่” ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในอินโดนีเซียปลายปีนี้
ปัญหาช่องว่างของคนสองขั้วในอินโดนีเซียเป็นเรื่องเรื้อรังและหนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน พยายามจะลดจำนวนคนยากจนในประเทศลง เพราะหากครึ่งหนึ่งของคนจนสุดๆ ในประเทศ ไม่มีกำลังจับจ่ายก็ย่อมกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีประชากรร่วม 250 ล้านคน
ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนสองขั้วสะท้อนผ่านค่าสัมประสิทธิ์ที่ใช้วัดความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ที่จัดทำโดยธนาคารโลก ซึ่งตัวเลขในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 0.41 จากระดับ 0.35 ในปี 2548
องค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ตัวเลขที่สูงกว่าระดับ 0.4 ถือว่าบ่งชี้ถึงความไม่สงบทางสังคม
ทั้งนี้ ในระหว่างปี 2555-2556 ราวครึ่งหนึ่งของคนจนสุดขั้วในอินโดนีเซียไม่ได้จับจ่ายเพิ่มขึ้น หรือไม่ก็ใช้จ่ายลดลงเล็กน้อย เทียบกับคนอินโดนีเซียส่วนใหญ่ที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 4% และ 20% ของคนรวยสุดๆ ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7%
เอนริโก ทานุวิดจาจา นักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ โฮลดิ้งส์ มองว่า อินโดนีเซียกำลังเข้าสู่กับดักของการเป็นประเทศรายได้ปานกลางเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้
คนอินโดนีเซียที่มีชีวิตอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจนที่รัฐบาลขีดไว้กลับเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 5 แสนคน ในช่วง 6 เดือนที่นับถึงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีจำนวนทั้งหมด 28.55 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 11.5% ของประชากรทั้งประเทศ
ส่วนหนึ่งของคนจนหน้าใหม่มาจากการที่รัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนราคาพลังงานในปีที่แล้ว และจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 8.08% ในปี 2556 สูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราการลดลงของคนยากจนกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า
การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงกระจุกอยู่กับ 20% ของคนรวยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโชว์รูมรถแบรนด์หรูอย่างแม็กลาเรนที่โชว์รถซูเปอร์คาร์ MP12C ราคา 7.5 แสนเหรียญสหรัฐ หรือรถจักรยานแลมโบร์กินีรุ่นพิเศษ
ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ประเด็นความไม่เท่าเทียมระหว่างคนจนและคนรวย จึงเป็นความท้าทายที่ผู้นำใหม่ต้องเร่งจัดการ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจยิ่งเปราะบาง สำหรับแรงกระเทือนจากปัจจัยภายนอก และนโยบายเรื่องนี้จะเป็นหนึ่งเรื่องที่จะชี้ชะตาผู้ลงสมัครชิงชัยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ไม่แพ้เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องเร่งดำเนินการ







